Page 99 - วารสารกฎหมายสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน 2563)
P. 99

ปที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน 2563)  97



             สอดคลองกับหลักสิทธิมนุษยชน เพราะวาศักดิ์ศรีความเปนมนุษยใครจะมาลดทอนหรือลิดรอนไมได

             เปนหลักที่เขาไปคุมครองบุคคล รัฐจะทําสิ่งใดจะตองอยูบนพื้นฐานของความจําเปน การจํากัดสิทธิ
             เสรีภาพของบุคคลตองมีเหตุอันจําเปนเพื่อจํากัดอํานาจรัฐที่เขาไปกระทําการกระทบหรือลิดรอนสิทธิ
             ของปจเจกบุคคล เชน การบัญญัติกฎหมายจํากัดสิทธิตาง ๆ ตองออกโดยมีเหตุอันจําเปนเทานั้น
             รวมถึงเรื่องโทษที่จะกําหนดขึ้นดวย

                    `หลักความไดสัดสวนนอกจากจะเปนเรื่องของการคุมครองสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเปนมนุษย
             และสิทธิมนุษยชนแลว ตองยอมรับวาหลักนี้เปนหลักนิติธรรมหรือ The rule of law เพราะหลัก
             นิติธรรมคือหลักที่กําหนดขึ้นเพื่อความเปนธรรมในการออกกฎหมาย การออกมาตรการตาง ๆ ของรัฐ
             การออกคําสั่งทางปกครองที่จะตองไมกระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพของปจเจกบุคคล ขณะเดียวกัน

             หลักความไดสัดสวนยังเปนหลักกฎหมายทั่วไป คําวาหลักกฎหมายทั่วไปเปนหลักที่แทรกซอนเขาไปใน
             ระบบกฎหมายทุก ๆ ระบบ ไมวาจะเปนระบบกฎหมายแพง ระบบกฎหมายอาญา ระบบกฎหมายปกครอง
             ระบบกฎหมายมหาชน นั่นคือเปนหลักทั่วไปของระบบกฎหมายหรือ general rule และเปนหลักแหง
             ความยุติธรรมดวย หลักความยุติธรรมเปนหลักกฎหมายทั่วไปที่จะกอใหเกิดการตีความในการจะเขาไป

             เยียวยา การที่จะกอใหเกิดความเปนธรรมในการใชดุลพินิจพิจารณาเรื่องตาง ๆ ถือเปนหลักกฎหมาย
             ทั่วไปเชนเดียวกับหลักสุจริต  หลักกฎหมายปดปาก  เรื่องเหตุสุดวิสัย  หรือพนวิสัย  ซึ่งเรื่องเหลานี้เปน
             หลักกฎหมายทั่วไปที่เราสามารถนํามาใชได  หลักกฎหมายทั่วไปจึงแทรกซอนอยูในการใชดุลพินิจหรือ
             การตีความกฎหมายในกฎหมายทุกระบบ เปนจิตวิญญาณของกฎหมายรวมทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญ

             ในเรื่องที่เราจะนําหลักความไดสัดสวนมาตีความเรื่องตาง ๆ เพื่อคุมครองสิทธิเสรีภาพตาม
             กฎหมายรัฐธรรมนูญ
                    ถาเราไดติดตามคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 4/2563 วินิจฉัยเกี่ยวกับประมวลกฎหมาย
             อาญามาตรา 301 และมาตรา 305 เรื่องการทําแทง ศาลใชหลักความไดสัดสวนมาวินิจฉัย

             ในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ศาลใหเหตุผลวามาตรา 301 กระทบตอสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและรางกายของ
             หญิงเกินความจําเปน  ไมเปนไปตามหลักแหงความไดสัดสวน  และเปนการจํากัดสิทธิและเสรีภาพตาม
             รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 เพราะมีสิทธิอยูสองสิทธิ สิทธิหนึ่ง คือ สิทธิ
             ของทารกในครรภที่จะมีชีวิตหรือ right to life สวนอีกสิทธิหนึ่ง คือสิทธิของหญิงที่จะมีเจตจํานงตอชีวิตและ

             รางกายของตนเองในการที่จะตั้งครรภตอหรือจะยุติการตั้งครรภ เจตจํานงหรือ self-determination
             อันนี้เปนสิทธิพื้นฐานวาชีวิตและรางกายของเราจะดํารงอยูอยางไร แตเมื่อเรามาดูประมวลกฎหมายอาญา
             มาตรา 301 แลว ปรากฏวาไมมีเจตจํานงหรือ self-determination ไมสามารถตัดสินใจที่จะตั้งครรภ
             หรือยุติการตั้งครรภได เพราะไปกําหนดวาหญิงใดทําใหตนเองแทงลูก หรือยอมใหผูอื่นทําใหตนแทงลูก

             ตองระวางโทษ จึงเปนเรื่องของการจํากัดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมาตรา 28 ซึ่งเปนสิทธิและ
             เสรีภาพในชีวิตและรางกาย  เทากับหญิงนั้นถูกจํากัดสิทธิ  เมื่อหญิงที่ทําแทงจะตองถูกลงโทษอยาง
             ไมมีเงื่อนไขในการที่ใหหญิงสามารถใชเจตจํานงได สิทธินี้เปนสิทธิตามธรรมชาติของมนุษยที่มีสิทธิ
             เสรีภาพจะกระทําการใดหรือไมกระทําการใดตอชีวิตและรางกายของตนเองได  หลักความไดสัดสวน

             นํามาใชกับการตีความรัฐธรรมนูญ เปนเรื่องจิตวิญญาณที่ซอนอยูในรัฐธรรมนูญ จึงตองเขาใจความ
   94   95   96   97   98   99   100   101   102   103   104