Page 179 - วารสารวิชาการสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2561)
P. 179
178 วารสารวิชาการสิทธิมนุษยชน
ที่ประชุมนำาเสนอ และอภิปรายโดยสรุป คือ (1) การนำาเสนอลักษณะการดำาเนินการของหน่วยงานรัฐ
(กรณีศึกษาจากประเทศอังกฤษ) ในการป้องกันมิให้บุคคลเข้าไปเกี่ยวข้อง/สนับสนุน หรือเป็นผู้ก่อการร้าย
โดยมีระบบที่เกี่ยวข้อง คือ (1.1) การให้การศึกษา และการตรวจสอบ/ติดตามข้อมูล โดยหลักการบริหารจัดการ
การป้องกันดังกล่าวเป็นหน้าที่ของตำารวจในการประสานงาน และพิจารณาช่องทางที่เหมาะสม โดยใช้สหวิทยาการ
(multi-agency approach) ในการสนับสนุนทั้งการป้องกัน/คุ้มกันการเข้าร่วม การประเมินสภาพ และโอกาส
เสี่ยงต่าง ๆ ของบุคคลก่อนที่จะเข้าร่วมกิจกรรม โดยมีการประสานงาน การพิจารณาแนวทางที่เหมาะสม
การดำาเนินการ และการจำาหน่าย/ดำาเนินการต่อ โดยมีกระบวนการทั้งด้านการตรวจ ประเมินสุขภาพจิต การให้
ความช่วยเหลือ และการดำาเนินการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บุคคลนั้น ๆ ตัดขาด หรือออกห่างจากการก่อการร้าย
โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ครอบคลุม การทบทวนเบื้องต้น การคัดกรอง/ประสานงาน การดำาเนินการที่เกี่ยวข้อง
การประเมินผล การปรึกษาหารือ และการติดตาม และสุดท้าย คือ การตรวจสอบ ประเมินผลเชิงซ้อน
พร้อมติดตามอย่างต่อเนื่อง (1.2) การฟื้นฟู/บูรณาการ/สร้างการอยู่ร่วมกับสังคมโดยทั่วไป สำาหรับบุคคลที่ผ่าน
การลงโทษทางกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำาหรือความเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย ซึ่งจะเป็นทั้งในลักษณะ
แบบบังคับ และแบบสมัครใจ และ (1.3) การดำาเนินการ/ประสานงานหน่วยงานต่าง ๆ ในระดับภูมิภาค จะนำามา
ใช้ในกรณีที่มีการพิจารณา/ทบทวนเป็นผลกระทบในวงกว้าง (ระดับประเทศ) โดยมีการบริหารจัดการแบบ “ปิด”
ซึ่งครอบคลุมทั้งการประเมิน/การจัดลำาดับความสำาคัญโดยหน่วยงานทั้งด้านตำารวจ หน่วยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนา
ความร่วมมือตามพฤติการณ์ และการเตรียมการ/จัดทำาแผน/ดำาเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง (2) การดำาเนินการ
ของหน่วยงานเอกชน/องค์กรพัฒนาเอกชน (กรณีศึกษาจากประเทศอินโดนีเซีย) มีการดำาเนินแผนงานที่เกี่ยวกับ
การฟื้นฟู และการบูรณาการ/อยู่ร่วมของชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการกระทำา หรือการก่อการร้าย โดยเหตุที่พบ
ข้อท้าทาย ในลักษณะการตีตราของกลุ่มผู้ที่เคยกระทำาการ (self-stigmatization) การปฏิเสธของครอบครัว
ในการให้บุคคลดังกล่าวเข้าอยู่ร่วมกัน หรือสมาชิกในครอบครัวมีลักษณะการเกลียดชัง ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐ
และชาวบ้านมีการตีตราบุคคลดังกล่าว การประสานงานให้ความช่วยเหลือในหลาย ๆ ครั้ง ไร้ทิศทาง หรือขาด
ความชัดเจน ในขณะที่หน่วยงานต่าง ๆ ก็ทำางานแบบแยกขาด หรือตัวใครตัวมัน (silos) และขาดการมีส่วนร่วม
ของภาคประชาสังคม หรือหน่วยงานเอกชนในพื้นที่ ทำาให้มีแนวทาง/ข้อเสนอในการดำาเนินการ 2 ลักษณะใหญ่ ๆ
คือ (2.1) การหนุนเสริม/พัฒนาศักยภาพ (capacity building) และ (2.2) การสนับสนุน/ให้ความช่วยเหลือ
ทางวิชาการ ทั้งการฝึกอบรม และอื่น ๆ
นอกจากนั้น ยังมีความจำาเป็นต้องพัฒนาหรือสร้างความชัดเจนทางกฎหมาย (legal framework)
ทั้งการประชุมพิจารณา/ทำาความเข้าใจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความสอดคล้องของการดำาเนินการ
ทางนโยบาย (policy coherence) การพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติ (SOP) สำาหรับการฟื้นฟู และการบูรณาการ
การอยู่ร่วม และการสนับสนุนข้อมูล/ความรู้ทางวิชาการต่าง ๆ (3) ขั้นตอนการฟื้นฟูโดยทั่วไป แบ่งออกเป็น
4 ระยะ ได้แก่ การประเมินเบื้องต้น และการสร้างความไว้วางใจ รวมถึงการประเมินสุขภาพกายและจิต

