Page 66 - รายงานฉบับสมบูรณ์ เหลียวหลังแลหน้า 2 ทศวรรษ สิทธิมนุษยชนในสังคมไทย
P. 66
ปัญหาเรื่องที่ดินคนจน การตกหล่นของคนไทยทางทะเบียนราษฏรที่ทำให้ไม่สามารถออกบัตร
ประจำตัวประชาชนได้ เป็นต้น
ทำให้การก่อร่างสร้างหลักปักฐานของ กสม. ในยุคแรกนั้นได้รับการจัดอันดับอยู่ในระดับ
องค์กรแห่งชาติเกรด A
ความท้าทายเรื่องการทำหน้าที่ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่เริ่มแยกฝ่าย
ความท้าทายของ กสม. ชุดที่ 1 จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ส่งผลสำคัญต่อความเป็น
กลางของ กสม. เมื่อมีคณะกรรมการฯ ท่านหนึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่ง เหตุการณ์ในช่วงนั้นมีว่า
ผมอาจจะจำรายละเอียดเป๊ะๆ ไม่ได้ ประเด็นก็คืออาจารย์จรัลไป
แสดงออกอย่างหนึ่งที่ตัวอาจารย์เองมองว่าเป็นบทบาทหน้าที่ของ
กรรมการสิทธิฯ แต่ว่าเป็นบทบาทในเชิงของการเลือกข้างทางการเมืองข้าง
ใดข้างหนึ่ง ตอนนั้นถูกมองว่าเป็นเป็นฝั่งของโทนี่(ทักษิณ ชินวัตร) วลีของ
ท่านคือ รับใช้ทักษิณ ดีกว่ารับใช้เผด็จการ
แต่จุดที่ทำให้เกิดการปลดคืออาจารย์ไปแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ผ่านสื่อ จึงได้มีการนำเข้าสู่การพิจารณาในบอร์ด แล้วอาจารย์ก็ถูกปลด ซึ่ง
ทำให้ถูกมองว่า กสม. ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกลาง หรือไม่ได้เป็นอิสระ
(IKI004, 4 ก.พ. 2565)
นอกจากการปลดออกจากตำแหน่งกรรมการสิทธิฯ แล้วใน กสม. ชุดที่ 1 ยังมีการลาออกจาก
ตำแหน่งเพื่อไปสมัครตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของนายวสันต์ พานิช
กสม. 2 ในกระแสธารการเมืองแบ่งขั้ว
การเปลี่ยนกติกาหลักของประเทศ
ก่อนที่จะสิ้นสุดวาระของ กสม. ชุดที่ 1 สังคมไทยเดินหน้าเข้าสู่ความขัดแย้งทางการเมืองจน
นำมาสู่การอ้างรัฐประหารอีกครั้งเมื่อ 19 กันยายน 2549 เป็นเหตุให้สังคมการเมืองไทยต้องเดินใน
วังวนของการร่างรัฐธรรมนูญและผู้คนทั้งประเทศถูกละเมิดสิทธิทางการเมืองและการมีส่วนร่วม
ทางการเมือง ตลอดจนสิทธิอื่น ๆ อีกหลายประการก็ต้องสะดุดลงอีกครั้ง
หลังรัฐประหาร 2549 ประเทศไทยมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาบังคับใช้ โดยใน
รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ได้บัญญัติให้ กสม. อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว และเป็นรัฐธรรมนูญที่
ให้อำนาจกับ กสม. เพิ่มขึ้นดังมีรายละเอียดดังนี้คือ
รัฐธรรมนูญฉบับพุทธศักราช 2550
มาตรา 256 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประกอบด้วย ประธานกรรมการคน
หนึ่งและกรรมการอื่นอีกหกคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จาก
ผู้ซึ่งมีความรู้หรือประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ประจักษ์
ทั้งนี้ โดยต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้แทนจากองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนด้วย โดย
ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการและ
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
-59-

