Page 38 - รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563
P. 38

พิธีสารเลือกรับว่าด้วยสภาวะความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธ ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2549
            และพิธีสารเลือกรับว่าด้วยกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2555

                    อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและพิธีสารเลือกรับทั้งสามฉบับมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองให้เด็กหรือผู้มีอายุตำ่ากว่า

            18 ปี ได้รับความปลอดภัยในชีวิตตั้งแต่แรกเกิดเพื่อให้สามารถอยู่รอดและมีพัฒนาการที่เหมาะสม มีหลักการสำาคัญ
            คือ การคำานึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กในการกระทำาใด ๆ ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวกับเด็ก การไม่เลือกปฏิบัติ
            และการรับฟังความคิดเห็นของเด็กโดยคำานึงถึงวัยและวุฒิภาวะของเด็ก รัฐภาคีมีหน้าที่ในการส่งเสริมและคุ้มครอง
            ให้เด็กได้รับสิทธิต่าง ๆ เช่น การไม่ถูกแยกจากครอบครัวเว้นแต่เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก การได้รับความคุ้มครอง

            จากความรุนแรงทุกรูปแบบ การถูกทอดทิ้ง การปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม และการถูกแสวงประโยชน์ทางเพศและ
            ทางเศรษฐกิจ การเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพ ด้านการศึกษา การมีเสรีภาพในการแสดงออก การรวมตัว และการชุมนุม
            โดยสงบและการปฏิบัติต่อเด็กที่กระทำาผิดอาญาอย่างเหมาะสม เป็นต้น

                    7. อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ ค.ศ. 2006 (Convention on the Rights of Persons with Disabilities:
            CRPD) มีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2551 และพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาฯ เกี่ยวกับกระบวนการ

            รับเรื่องร้องเรียน มีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2559 เป็นอนุสัญญาที่มีเจตนารมณ์ในการส่งเสริม
            ให้คนพิการได้รับและเข้าถึงสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานโดยเท่าเทียมกับบุคคลอื่น มีหลักการสำาคัญ อาทิ การเคารพ
            ศักดิ์ศรีที่มีมาแต่กำาเนิดของคนพิการ เสรีภาพในการตัดสินใจด้วยตนเอง ความเป็นอิสระของบุคคล การไม่เลือกปฏิบัติ
            การมีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพในสังคม ความเท่าเทียมของโอกาส และความสามารถในการเข้าถึง เป็นต้น

            รัฐภาคีอนุสัญญามีพันธกรณีในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของคนพิการในต่าง ๆ อาทิ การจ้างงาน สุขภาพ การศึกษา
            เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการย้ายถิ่นฐาน เสรีภาพจากการถูกทรมาน การแสวงประโยชน์ และการล่วงละเมิด
            การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมสิทธิในการสร้างครอบครัว ฯลฯ

                    8. อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International
            Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance: CPED) ค.ศ. 2006

            ประเทศไทยลงนามไว้เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 แต่ยังไม่มีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเนื่องจากยังอยู่ระหว่าง
            การปรับปรุงกฎหมายภายในก่อนการดำาเนินการเข้าเป็นภาคี เป็นอนุสัญญาที่มีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองบุคคล
            จากการถูกบังคับให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐภาคีมีหน้าที่ในการกำาหนดให้การทำาให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหาย
            เป็นฐานความผิดตามกฎหมายอาญาและกำาหนดโทษของความผิดดังกล่าว โดยคำาสั่งของผู้บังคับบัญชาจะไม่สามารถยกขึ้น
            เป็นข้ออ้างสำาหรับการกระทำาให้บุคคลหายสาบสูญได้ นอกจากนี้ รัฐภาคียังต้องมีมาตรการอื่น ๆ เช่น การกำาหนดเงื่อนไข

            เกี่ยวกับการออกคำาสั่งลิดรอนเสรีภาพของบุคคลและการปฏิบัติต่อบุคคลดังกล่าว การให้ญาติสามารถเข้าถึงข้อมูล
            ที่เกี่ยวข้องได้ และการประกันให้เหยื่อของการถูกบังคับให้สูญหายได้รับการเยียวยาและชดเชยอย่างเหมาะสม เป็นต้น

                    นอกจากสนธิสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชนข้างต้น การจัดทำารายงานฉบับนี้ยังได้คำานึงถึงปฏิญญา ข้อมติ
            มาตรฐาน แนวทาง ข้อกำาหนดระหว่างประเทศ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากลที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม
            และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตลอดจนคำามั่นต่าง ๆ ที่รัฐบาลไทยได้ให้ และ/หรือรับรองไว้ต่อประชาคมระหว่าง

            ประเทศ เช่น คำามั่นของประเทศไทยในกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (UPR) ของสหประชาชาติ
            ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะต่อประเทศไทยของคณะกรรมการประจำาสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน
            ที่ประเทศไทยเป็นภาคี และหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) เป็นต้น

                    สำาหรับการจัดทำาคำาชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีมีการรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
            โดยไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรมตามหน้าที่และอำานาจที่บัญญัติในมาตรา 247 (4) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

            พุทธศักราช 2560 และมาตรา 26 (4) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน



        36    คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
              National Human Rights Commission of Thailand
   33   34   35   36   37   38   39   40   41   42   43