Page 36 - รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563
P. 36
ขั้นที่ 4 • การจัดทำาร่างรายงานตามประเด็นสิทธิ กลุ่มประเด็น และในภาพรวม
การจัดทำาร่าง ของรายงานทั้งฉบับ รวมทั้งสถานการณ์เฉพาะ
รายงาน
ขั้นที่ 5 • การนำาเสนอร่างรายงานต่อที่ประชุม กสม. ด้านบริหาร เพื่อขอความเห็นชอบ
การเสนอรายงาน • การจัดพิมพ์ และจัดส่งรายงานให้กับรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี พร้อมเผยแพร่
ต่อรัฐสภาและ ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ไม่เกิน 90 วัน นับจากวันสิ้นปี 2563
คณะรัฐมนตรี
ในการจัดทำารายงานประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนฉบับนี้ กสม. ได้เก็บรวบรวมข้อมูลเหตุการณ์
ที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนมกราคม - ธันวาคม 2563 และการดำาเนินการของหน่วยงานของรัฐ
ที่เกี่ยวข้องจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ได้แก่ แหล่งข่าวที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ เรื่องร้องเรียนที่ กสม. ได้รับรายงาน
ผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครอง
สิทธิมนุษยชนของ กสม. การสอบถามข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการจัดให้มีกระบวนการปรึกษา
หารือและรับฟังข้อมูลจากองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้านและมีการสอบทานข้อมูลเพื่อความถูกต้อง
จากนั้นได้นำาข้อมูลทั้งหมดมาประมวลและวิเคราะห์เปรียบเทียบกับหลักสิทธิมนุษยชนที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ กฎหมาย
ภายใน สนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม ทั้งพันธกรณีในการเคารพการใช้สิทธิ
ของประชาชน การคุ้มครองบุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิ และการดำาเนินการให้สิทธิเป็นจริง (Obligations to respect,
protect and fulfill) รวมทั้งจากข้อสังเกตและข้อเสนอแนะต่อประเทศไทยของคณะกรรมการประจำาสนธิสัญญาระหว่าง
ประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี และข้อเสนอแนะจากกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน
(Universal Periodic Review: UPR) ภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่ประเทศไทยรับมาดำาเนินการ
สำาหรับสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ กสม. ใช้เป็นกรอบในการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน
และมีข้อเสนอแนะ ประกอบด้วย สนธิสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชนภายใต้กรอบสหประชาชาติที่ประเทศไทยเป็นภาคีแล้ว
7 ฉบับ ที่ลงนามไว้และอยู่ระหว่างการดำาเนินการเข้าเป็นภาคี 1 ฉบับ รวม 8 ฉบับ ดังนี้
1. กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. 1966 (International Covenant
on Civil and Political Rights: ICCPR) มีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2540 เป็นกติกา
ที่กำาหนดหน้าที่ของรัฐภาคีในการรับรองและประกันสิทธิของบุคคลในด้านต่าง ๆ อาทิ ความปลอดภัยในการดำารงชีวิต
รวมถึงเสรีภาพจากการถูกทรมานและจากการถูกทำาให้ตกอยู่ในภาวะเยี่ยงทาส การไม่ถูกจับกุมโดยอำาเภอใจ
การปฏิบัติต่อผู้ถูกลิดรอนเสรีภาพอย่างมีมนุษยธรรม ความเสมอภาคของบุคคลภายใต้กฎหมาย การได้รับความเป็นธรรม
ในการพิจารณาคดีอาญา การคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัว เสรีภาพทางความคิด เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
และการแสดงออก สิทธิในการชุมนุมอย่างสันติ เสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สิทธิของพลเมืองที่จะมีส่วนร่วม
ในกิจการสาธารณะ โดยรัฐต้องดูแลให้บุคคลได้รับและสามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้อย่างเสมอภาคโดยไม่เลือกปฏิบัติ
ด้วยเหตุผลทางเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง สัญชาติ สถานะทางเศรษฐกิจ สังคม
ถิ่นกำาเนิด หรือสภาพอื่นใด และประกันว่าบุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิที่ได้รับการรับรองในกติกาฯ จะได้รับการเยียวยา ทั้งนี้
สิทธิและเสรีภาพบางประการอาจถูกจำากัดได้โดยต้องกำาหนดเป็นกฎหมาย
2. กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ค.ศ. 1966 (International
Covenant on Economic, Social and Cultural Rights: ICESCR) มีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่
34 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
National Human Rights Commission of Thailand

