Page 43 - รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563
P. 43
2.1.1 มาตรการด้านการรักษา ป้องกัน และควบคุมโรคโควิด 19
1) มาตรการด้านการรักษาพยาบาล ด้านการตรวจวินิจฉัยโรค ผู้ที่มีประวัติเสี่ยงสามารถเข้ารับ
การตรวจวินิจฉัยได้จากสถานพยาบาลของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่หากเป็นผู้ไม่มีประวัติเสี่ยงต้องเสียค่าใช้จ่าย
ดังกล่าวเอง ด้านการรักษาพยาบาล กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19
เป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน สามารถได้รับการช่วยเหลือเยียวยาในสถานพยาบาลตามที่กำาหนด และหากจำาเป็นสามารถส่งต่อผู้ป่วย
ไปรักษาตัวในเครือข่ายสถานพยาบาลที่จัดไว้ได้ โดยค่าใช้จ่ายให้เป็นไปตามสิทธิในการรักษาพยาบาลของผู้ป่วย ได้แก่
7
สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สิทธิกองทุนประกันสังคม หรือสิทธิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ แล้วแต่กรณี
2) มาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 อาจแบ่งได้เป็น 4 ช่วง ช่วงแรก
เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 ที่มีรายงานการระบาดของโรคโควิด 19 ที่เมืองอู่ฮั่นและการพบผู้ป่วยรายแรกในประเทศไทย
ไปจนถึงปลายเดือนมีนาคม 2563 ก่อนการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ ช่วงที่ 2 เริ่มตั้งแต่ที่มีการประกาศ
สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีผลเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 จนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2563 ที่รัฐบาลใช้มาตรการควบคุมการ
แพร่ระบาดของโรคอย่างเข้มข้นจนจำานวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงในระดับที่จัดการได้ ช่วงที่ 3 คือ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม
2563 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลได้ผ่อนคลายมาตรการควบคุม และช่วงที่ 4 คือ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 เป็นต้นไป
ซึ่งถือเป็นการระบาดระลอกใหม่
มาตรการช่วงแรก เป็นการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคโดยคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจาก
ประเทศเสี่ยง ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ การติดตามและรายงานสถานการณ์ให้ประชาชนได้รับทราบ
การให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการติดเชื้อแก่ประชาชน รวมถึงการใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากาก
อนามัย และเจลแอลกอฮอล์สำาหรับล้างมือ หลังเหตุการณ์ที่สนามมวยลุมพินี เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2563 รัฐบาล การประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในสถานการณ์เฉพาะ
ได้จัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) และแต่งตั้ง
คณะกรรมการบริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) รับผิดชอบบริหารสถานการณ์
ภายใต้กฎหมายปกติ
ต่อมา ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และจังหวัดปริมณฑล 5 จังหวัดได้ประกาศปิดสถานที่เสี่ยง
บางประเภทที่อยู่ในพื้นที่เป็นการชั่วคราว หน่วยงานของรัฐหลายแห่งได้กำาหนดมาตรการภายในห้ามบุคลากร
เดินทางไปประเทศเสี่ยงและให้กักตัวเองกรณีสงสัยว่ามีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ส่วนกระทรวงมหาดไทย
ได้สั่งปิดด่านชายแดนทางบกที่อยู่ในความดูแลทั่วประเทศรวม 18 ด่านใน 17 จังหวัด โดยห้ามคนเดินทางเข้า-ออก
แต่ยังอนุญาตให้ส่งสินค้าได้ ในขณะเดียวกัน ได้มีมาตรการผ่อนปรนให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว กัมพูชา เมียนมา บทที่ 2
และผู้ติดตามที่การอนุญาตให้อยู่และทำางานในประเทศไทยสิ้นสุดลง สามารถอยู่ในประเทศและทำางานได้เป็นการชั่วคราว
ส่วนแรงงานที่รอเดินทางกลับประเทศบริเวณด่านชายแดนได้อนุญาตเฉพาะแรงงานตกค้างเดินทางกลับประเทศได้
มาตรการช่วงที่ 2 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 รัฐบาลได้ออกข้อกำาหนดตามความในมาตรา 9
ของพระราชกำาหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด
ของโรคโควิด 19 เป็นระยะ ๆ ข้อกำาหนดฉบับที่ 1 มีมาตรการประกอบด้วยการห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยง การปิดสถานที่เสี่ยง
7
จาก ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการก�าหนดค่าใช้จ่ายในการด�าเนินการ
ผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด 19, ในราชกิจจานุเบกษา,
เล่ม 137 ตอนพิเศษ 80 ง วันที่ 7 เมษายน 2563.
รายงานผลการประเมินสถานการณ์
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563 41

