Page 78 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562
P. 78
77
การดำาเนินการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีนางสาวบีและพี่สาว บทที่
ที่ถูกควบคุมกักขังโดยเจ้าหน้าที่ตำารวจตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดสงขลา เพื่อรอการผลักดันออกนอก 1
ราชอาณาจักร โดยการควบคุมกักขังผู้แสวงหาที่พักพิงชาวโรฮีนจากรณีที่เป็นเด็ก ปรากฏว่า
ประเทศไทยยังไม่มีแนวทางในการดูแลเด็กที่ติดตามครอบครัวของคนต่างด้าวที่แสวงหาที่พักพิง บทที่
2
เมื่อผู้ปกครองถูกจับกุม เด็กจึงถูกส่งตัวเข้าห้องกักด้วยในกรณีดังกล่าว ซึ่งกติการะหว่างประเทศ
ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 10 (2) (ข) และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 37 (ค) บทที่
ให้การรับรองไว้ว่า เด็กทุกคนที่ถูกลิดรอนเสรีภาพจะได้รับการปฏิบัติด้วยมนุษยธรรมและ 3
ด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กทุกคนที่ถูกลิดรอนเสรีภาพ บทที่
จะต้องถูกแยกต่างหากจากผู้ใหญ่ ดังนั้น การควบคุมกักขังเด็กที่ติดตามครอบครัวชาวโรฮีนจา 4
เพื่อแสวงหาที่พักพิง จึงขัดต่อข้อกำาหนดมาตรฐานขั้นตำ่าแห่งสหประชาชาติในการปฏิบัติ
ต่อผู้ต้องขัง (United Nations Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoners: บทที่
Mandela Rules) ข้อ 11 และไม่เป็นไปตามแนวทางของกฎของสหประชาชาติว่าด้วยการ 5
คุ้มครองเด็กและเยาวชนซึ่งถูกลิดรอนเสรีภาพ (United Nations Rules for the Protection ภาค
of Juveniles Deprived of their Liberty) และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 39 (ค) ผนวก
ที่กำาหนดว่าจะต้องมีการแยกขังหรือกักกันตัวเด็กจากผู้ต้องขังผู้ใหญ่ การกระทำาของด่านตรวจ
คนเข้าเมืองจังหวัดสงขลาเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงมีมติให้เสนอแนะมาตรการหรือ
แนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 247 (3) และพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 26 (3) ดังนี้
ข้อเสนอแนะมาตรการ 1) กระทรวงมหาดไทย สำานักงานตรวจคนเข้าเมือง และกระทรวงการพัฒนาสังคมและ
หรือแนวทางในการ ความมั่นคงของมนุษย์ ควรพิจารณาทางเลือกอื่นแทนการกักตัวเด็กที่ติดตามผู้ปกครอง
ส่งเสริมและคุ้มครอง เพื่อแสวงหาที่พักพิงในระหว่างรอการส่งกลับประเทศต้นทางหรือเพื่อเดินทางต่อไปยัง
สิทธิมนุษยชน ประเทศที่สาม โดยให้เด็กได้มีโอกาสอยู่ร่วมกับผู้ปกครองในสถานที่ที่เหมาะสม เพื่อให้
เด็กมีโอกาสได้รับการศึกษา การพัฒนาตามวัย และได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546
2) สำานักงานตำารวจแห่งชาติควรเร่งจัดทำาบันทึกความเข้าใจ เรื่อง การดำาเนินงาน
ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ และองค์กรเอกชน กรณีการกำาหนด
มาตรการและแนวทางแทนการกักตัวเด็กไว้ในสถานกักกันตัวคนต่างด้าวเพื่อรอการ
ส่งกลับ พ.ศ. 2560 ให้เกิดผลในทางปฏิบัติโดยเร็ว
3) สำานักงานตำารวจแห่งชาติควรร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย
กระทรวงแรงงาน สำานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และสำานักงานอัยการสูงสุด
เร่งจัดทำาระเบียบสำานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการคนเข้าเมืองผิดกฎหมายและ
ผู้ลี้ภัย พ.ศ. .... ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2560
4) สำานักงานตรวจคนเข้าเมืองควรพิจารณาปรับปรุงคำานิยามคำาว่า “เด็ก” โดยใช้หลักเกณฑ์
ที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำาคัญ

