Page 66 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562
P. 66
65
ตารางที่ 8 กรณีตัวอย่างผลการพิจารณาเรื่องร้องเรียนที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บทที่
รับเป็นค�าร้องไว้ตรวจสอบและจัดท�ารายงานผลการพิจารณาและมาตรการหรือแนวทางในการป้องกัน 1
หรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน จ�านวน 14 กรณี
บทที่
2
กรณีที่ 1 สิทธิในชีวิตและร่างกาย อันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิผู้บริโภค กรณีคัดค้านการต่ออายุ
ใบส�าคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายพาราควอต (Paraquat) ของกรมวิชาการเกษตร บทที่
3
ประเด็นการร้องเรียน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาคมสหพันธ์องค์กร บทที่
ผู้บริโภคและมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีกล่าวอ้างว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 4
2560 กรมวิชาการเกษตรในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการขึ้นทะเบียนและควบคุมการผลิต
นำาเข้า ส่งออก และจำาหน่ายวัตถุอันตรายทางการเกษตร ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย บทที่
พ.ศ. 2535 ดำาเนินการต่ออายุใบสำาคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายพาราควอต 5
(Paraquat) ซึ่งเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยไม่รอผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ภาค
วัตถุอันตรายที่อาจจะประกาศห้ามใช้ อันจะนำาไปสู่การขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายพาราควอต ผนวก
เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่ห้ามมิให้มีการผลิต การนำาเข้า การส่งออก หรือการมีไว้
ในครอบครอง ทั้งที่คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำาจัดศัตรูพืช
ที่มีความเสี่ยงสูง ในคราวประชุมครั้งที่ 4/2560 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ซึ่งมีรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างแผนปฏิบัติการ
ลด ละ เลิกใช้สารเคมีป้องกันกำาจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง 3 ชนิด เป็นการดำาเนินการ
ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและก่อให้เกิดภาวะอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน
การดำาเนินการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นการใช้พาราควอต
เป็นสารเคมีป้องกันกำาจัดศัตรูพืชในภาคการเกษตรเป็นเรื่องการกำาหนดนโยบายของรัฐ
ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย แม้ว่าพาราควอตมีความเป็นพิษโดยตัวของ
สารเคมี ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนและเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
แต่ก็มีความเห็นและวิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างกันไปบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการ
และข้อเท็จจริงที่ไม่สอดคล้องและขาดการรับฟังซึ่งกันและกัน ก่อให้เกิดปัญหาระบบ
บริหารจัดการที่มีความทับซ้อนและขาดความเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกัน กลายเป็นช่องว่าง
ที่ทำาให้ไม่สามารถกำากับดูแลและควบคุมการใช้พาราควอตได้อย่างครอบคลุมและเหมาะสม
ปัญหาดังกล่าวยังรวมไปถึงวัตถุอันตรายอื่น ๆ ที่ใช้เป็นสารป้องกันกำาจัดศัตรูพืชด้วย
เช่น ไกลโฟเซต (สารกำาจัดวัชพืช) และคลอร์ไพริฟอส (สารเคมีกำาจัดแมลง) เป็นต้น
ประกอบกับกลไกการควบคุมวัตถุอันตรายตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535
ยังไม่อาจขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ขาดการยอมรับ และไม่ครอบคลุม
ทุกประเด็นปัญหา โดยเฉพาะมิติด้านเกษตรกรรมที่ยั่งยืนควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภค
และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากปัจจุบันการใช้พาราควอต ในภาคการเกษตรมีความเกี่ยวพัน
โดยตรงต่อสุขภาพอนามัยและวิถีชีวิตของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นหน้าที่
ของรัฐที่จะต้องดำาเนินการให้ประชาชนทุกคนสามารถดำารงชีวิตในสิ่งแวดล้อมและ
สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ โดยการกำาหนดนโยบาย มาตรการหรือกลไกต่าง ๆ
ให้มีประสิทธิภาพและสอดประสานกัน เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถประกอบเกษตรกรรม

