Page 124 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561
P. 124
119
จากการเสวนาแสดงให้เห็นว่า การด�าเนินงานของภาคธุรกิจบางประการก่อให้เกิดความขัดแย้ง
กับหลักสิทธิมนุษยชนและไม่มุ่งไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ความท้าทายส�าคัญส�าหรับประเด็นนี้คือท�าอย่างไรจึงจะ
สร้างความสมดุลในการประกอบธุรกิจที่ได้ทั้งผลก�าไรโดยไม่ท�าลายสิ่งแวดล้อมและประชาชนไม่ถูกละเมิดสิทธิ
อย่างไรก็ดี ปัญหาส�าคัญอีกประการที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ การด�าเนินคดีหมิ่นประมาทเพื่อระงับในการมีส่วนร่วม รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ในกิจการสาธารณะ (strategic litigation against public participation-SLAPP) อันเป็นกลยุทธ์ที่ภาคธุรกิจ
มักใช้เพื่อไม่ให้ผู้ได้รับความเสียหาย หรือผู้สื่อข่าวแสดงความคิดเห็นที่ท�าให้ธุรกิจเสียหายโดยการฟ้องหมิ่นประมาท ประจำาปีงบประมาณ ๒๕๖๑
เป็นผลให้ความจริงไม่ปรากฏ เกิดความเสียหายกับสาธารณะ หากไม่มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในระยะยาว
อาจท�าให้ขาดกระบวนการแสดงออกแบบมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากภาคส่วนต่าง ๆ
ประชาชนถูกปิดกั้นการแสดงออกทางความคิดเห็นแบบเสรีและอาจท�าให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนมีเพิ่มมากขึ้น
ในการพิจารณาว่าการฟ้องคดีของบริษัทแบบใดเป็นการฟ้องหมิ่นประมาทเพื่อ “ปิดปาก” (Anti-SLAPP Law) นั้น
มีกรอบแนวคิดทางกฎหมายที่จะต้องพิจารณา ดังนี้
(๑) ความสัมพันธ์ระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิด กับสิทธิในชื่อเสียงเกียรติยศ
และความสงบเรียบร้อยของประชาชน
(๒) กฎหมายหมิ่นประมาทในต่างประเทศ
(๓) กฎหมายหมิ่นประมาทในประเทศไทย
(๔) การฟ้องคดีเพื่อปิดปากการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ (SLAPP)
(๕) กฎหมายป้องกันการฟ้องคดีเพื่อปิดปาก (Anti-SLAPP Law)
(๖) SLAPP ในประเทศไทยและข้อเสนอแนะในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเสรีภาพในการแสดงออก
ซึ่งความคิดเห็นกับสิทธิในชื่อเสียงเกียรติยศ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน บทที่
๒
นอกจากนี้ ในการเสวนามีความเห็นที่น่าสนใจ คือ กรณีของประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องยังมีความเสี่ยง
ที่จะถูกกล่าวหาว่ากระท�าความผิดในคดีหมิ่นประมาททางอาญาของพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๖๐
มาตรา ๑๔ อีกด้วย เพราะท�าให้คดีหมิ่นประมาทเป็นเรื่องยอมความไม่ได้ ซึ่งทุกฝ่ายเห็นว่าบทลงโทษตาม
พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ฯ ต้องมีโทษไม่หนักเกินกว่ากฎหมายทั่วไป และประเทศไทยไม่จ�าเป็นต้องมีกฎหมาย
เพื่อป้องกันการฟ้องร้องหมิ่นประมาทเพื่อปิดปากเพราะกฎหมายที่มีอยู่สามารถใช้แก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะ
กฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙ เปิดช่องให้แสดงความเห็นในกิจการสาธารณะ อีกทั้งยังใช้ประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕ ให้ศาลชี้ขาดยุติคดีได้ หากศาลเห็นว่าไม่ได้หมิ่นประมาท และให้จ่ายค่าสินไหม
ทดแทนคนถูกฟ้อง และเห็นควรให้มีการปรับแก้ไขมาตรา ๔๒๓ คดีแพ่ง เป็นว่า “เมื่อบุคคลใดถูกด�าเนินคดี
ทางแพ่งเพราะเหตุ SLAPP ให้ยื่นค�าขอต่อศาลเพื่อให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อกฎหมายเบื้องต้น ตามประมวล ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๔๗
กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๕ โดยไม่ต้องพิจารณาสืบพยาน เพื่อให้คดีเสร็จสิ้นไปจากศาลโดยไม่เนิ่นช้า ผลการด�าเนินงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ซึ่งหากข้อความที่แสดงความคิดเห็นในเรื่องสาธารณะ ไม่ต้องรับผิดเสียค่าสินไหมทดแทน” ส่วนข้อเสนอแนะทาง
คดีอาญา เห็นว่า ศาลที่ท�าการไต่สวนมูลฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท ควรตั้งประเด็นเรื่อง “การติชมด้วยความเป็นธรรม
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙ (๓) ว่า “หากเป็นเรื่องการใช้เสรีภาพในการติดตามตรวจสอบกิจการ
สาธารณะศาลน่าจะยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง”

