Page 123 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561
P. 123
118 (๒.๑.๓) โครงการเสวนาวิชาการ “การด�าเนินการตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติ
รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำาปีงบประมาณ ๒๕๖๑ ว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน : กรณีศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีในการเยียวยาและระงับข้อพิพาทโดยภาคธุรกิจไทย”
(Implementing the UN Guiding Principles on Business and Human Rights-UNDP : Good Practices
on Remediation and Conflict Resolution by Thai Businesses)
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย กรมคุ้มครอง
สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
(ASEAN Inter-governmental Commission on Human Rights-AICHR) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์ และเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กประเทศไทย (Global Compact Network Thailand) จัดงานเสวนา
วิชาการฯ ขึ้น เมื่อวันศุกร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพมหานคร
มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาและการระงับข้อพิพาท
ด้านสิทธิมนุษยชนโดยภาคธุรกิจไทย รวมทั้งเพื่อให้ภาคประชาสังคมและบุคคลทั่วไป ทราบถึงบทบาทการเยียวยา
และระงับข้อพิพาทโดยภาคธุรกิจไทย
ผลส�ำเร็จ/ควำมก้ำวหน้ำในกำรส่งเสริมสิทธิมนุษยชน
การจัดงานเสวนาวิชาการ “การด�าเนินการตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจ
และสิทธิมนุษยชน : กรณีศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีในการเยียวยาและระงับข้อพิพาทโดยภาคธุรกิจไทย” มีผู้เข้าร่วม
สัมมนา จ�านวน ๑๓๐ คน ประกอบด้วย ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ ผู้ประกอบการเอกชน
ภาคประชาสังคม ภาควิชาการในประเทศ และผู้แทนจากคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วย
สิทธิมนุษยชน การเสวนาครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมต่างเห็นพ้องกันว่าการขับเคลื่อนหลักการชี้แนะฯ ซึ่งมี ๓ เสาหลัก ประกอบด้วย
เสาหลักที่ ๑ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (Protect) เสาหลักที่ ๒ การเคารพสิทธิมนุษยชน (Respect) และ
เสาหลักที่ ๓ การเยียวยา (Remedy) ทั้งนี้ การส่งเสริมภาคธุรกิจให้เคารพสิทธิมนุษยชน จะไม่ประสบความส�าเร็จ
หากปราศจากการด�าเนินการตามเสาหลักที่ ๓ “การเข้าถึงกระบวนการเยียวยา” (Access to Remedy) โดยภาครัฐ
ต้องมีกระบวนการที่ท�าให้แน่ใจได้ว่าผู้เสียหายสามารถเข้าถึงการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นกลไกทางศาล
หรือกลไกที่นอกเหนือจากศาล และเมื่อปรากฏว่าธุรกิจกระท�าหรือมีส่วนท�าให้เกิดผลกระทบทางลบต่อสิทธิมนุษยชน
ภาคธุรกิจก็ถูกคาดหวังให้เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการบรรเทาผลกระทบต่อบุคคล/ชุมชน
ในประเทศไทย องค์กรที่เกี่ยวข้องกับเสาหลักที่ ๓ การเข้าถึงการเยียวยาในปัจจุบัน มีดังนี้
(๑) กลไกทางกระบวนการยุติธรรมของรัฐ ได้แก่ องค์กรในกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
องค์กรอัยการและองค์กรศาล
(๒) กลไกการร้องทุกข์ของรัฐที่ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรม รวมถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติ ซึ่งข้อ ๒๗ ของหลักการชี้แนะฯ ได้กล่าวถึงความส�าคัญของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในฐานะกลไก
การร้องทุกข์ของรัฐที่ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรม (หรือ Non-Judicial Mechanisms-NJM) สอดคล้องกับมาตรา
๒๔๗ (๑) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า
ด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มาตรา ๒๖ (๑) นอกจากนั้น กลไกการร้องทุกข์โดยรัฐที่ไม่ใช่กระบวนการ
ยุติธรรมอื่นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นเนื่องจากกิจกรรมทางธุรกิจ ยังอาจรวมถึงคณะ
กรรมการแรงงานสัมพันธ์ องค์กรอิสระทางปกครองที่ท�าหน้าที่ก�ากับกิจการทางเศรษฐกิจในระบบกฎหมายไทย
(Regulators) ที่มีอ�านาจหน้าที่ในการก�ากับกิจกรรมทางเศรษฐกิจรายสาขาด้วย
(๓) กลไกการร้องทุกข์ที่ไม่ใช่รัฐ เช่น หน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนภายในบริษัทหรือกลไก
การร้องทุกข์ในภาคอุตสาหกรรม (sectors)

