Page 46 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559
P. 46
ประเด็นค�าร้อง
ผู้ร้องจ�านวนมากได้ร้องเรียนต่อ กสม. เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีกล่าวอ้างว่า ได้รับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย
ความเสียหายจากการถูกยึดและอายัดทรัพย์สิน ความเสียหายต่อเสรีภาพ เช่น ถูกอุ้มหายตัวไป หายสาบสูญ เป็นต้น รวมทั้ง
ความเสียหายต่อเกียรติยศชื่อเสียงของครอบครัว อันเนื่องมาจากการด�าเนินนโยบายปราบปรามยาเสพติดในสมัยพันต�ารวจโท
ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี
การด�าเนินการของ กสม.
กสม. พิจารณาค�าร้องแล้วเห็นว่า การก�าหนดและประกาศนโยบายในการท�าสงครามขั้นแตกหักกับยาเสพติด
ในสมัยพันต�ารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และการที่หน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐน�านโยบายดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติ
ก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนหรือไม่ อย่างไร ซึ่ง กสม. ตรวจสอบแล้วเห็นว่า การที่พันต�ารวจโท ทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศนโยบายท�าสงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดเมื่อปี ๒๕๔๖ ถือได้ว่าเป็นการก�าหนดนโยบาย
ของผู้บริหารประเทศ ซึ่งเป็นการจูงใจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ปฏิบัติหน้าที่เข้าใจว่ามีอ�านาจที่จะจัดการทุกรูปแบบแม้แต่การ
ใช้ความรุนแรงเพื่อให้ปัญหายาเสพติดหมดสิ้นไป และหากผู้ปฏิบัติไม่สามารถด�าเนินการให้เป็นไปตามนโยบายได้ ย่อมต้อง
ได้รับผลกระทบต่อต�าแหน่งหน้าที่ราชการ อันน�ามาซึ่งเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้น�านโยบายดังกล่าวไปปฏิบัติต่อประชาชน
เกินสมควรแก่เหตุ จนเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนเป็นจ�านวนมาก ซึ่งความสูญเสียดังกล่าว
ถือเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตและเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองและคุ้มครองไว้ อันเป็นการละเมิด
สิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงและเกิดขึ้นเป็นวงกว้างอย่างเป็นระบบเข้าข่ายการกระท�าที่เป็น “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”
ตามธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วย ศาลอาญาระหว่างประเทศ อีกทั้งการใช้ความรุนแรงในลักษณะดังกล่าวโดยไม่มีการน�าเข้าสู่ ผลการดำ เนินงานปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙
กระบวนการยุติธรรม มิได้มีการเปิดเผยความจริง ผู้กระท�าไม่ต้องรับผิดชอบ และปราศจากการแก้ไขเยียวยาจากภาครัฐ
อย่างจริงจัง เป็นสาเหตุส�าคัญประการหนึ่งของความแตกแยกของคนในชาติ สมควรที่รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง
จะต้องด�าเนินการเพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในกรณีต่าง ๆ จึงเห็นควรมีข้อเสนอแนะนโยบายหรือข้อเสนอในการ
ปรับปรุงกฎหมายไปยังคณะรัฐมนตรี ดังนี้
ข้อเสนอแนะนโยบายหรือข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย บทที่
๓
(๑) คณะรัฐมนตรีโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สมควรด�าเนินการเพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียหายและครอบครัว
หรือญาติของผู้เสียหาย มีแนวทางด�าเนินการ ๓ ประการ ได้แก่ (๑) การท�าความจริงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ปรากฏ
(๒) การเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายและครอบครัว และ (๓) การน�าตัวผู้กระท�าความผิดมาลงโทษ ได้แก่ เสนอผล
การตรวจสอบกรณีนี้ให้ ป.ป.ช. ด�าเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามอ�านาจหน้าที่ โดยรื้อฟื้นการสอบสวนคดีที่เกิดขึ้นพิจารณา
ความเป็นไปได้ในการเสนอเรื่องดังกล่าวไปสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court)
(๒) คณะรัฐมนตรีโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรัฐสภา ควรด�าเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อคุ้มครองสิทธิของ
ผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ และเพื่อป้องกันมิให้เกิดนโยบายที่อาจเปิดโอกาสให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน
หรือเป็นสาเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีกในอนาคต ได้แก่ การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่
เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมซึ่ง
เป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติเพื่อปรับปรุงระบบการสืบสวนสอบสวนของพนักงานสอบสวนในคดีเกี่ยวกับการกระท�าอันเป็น
การละเมิดสิทธิมนุษยชน การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จ�าเลยใน
คดีอาญา การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระท�าความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และการฝึกอบรม
เจ้าหน้าที่ที่ท�าหน้าที่ดูแลป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้มีความเข้าใจและมีจิตส�านึกที่เคารพต่อสิทธิมนุษยชน
(๓) คณะรัฐมนตรีโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรัฐสภา ควรด�าเนินการเพื่อพัฒนามาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
จากการกระท�าของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้แก่ พิจารณาด�าเนินการให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ
การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยการถูกบังคับโดยเร็ว
ร�ยง�นผลก�รปฏิบัติง�นคณะกรรมก�รสิทธิมนุษยชนแห่งช�ติ 37 ประจำ�ปีงบประม�ณ พ.ศ. ๒๕๕๙

