Page 16 - รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
P. 16

4 | P a ge


                       นอกจากบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ และพันธกรณีตามเอกสารระหวางประเทศดานสิทธิมนุษยชนที่

               ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะตองปฏิบัติตามแลว จารีตประเพณีระหวางประเทศที่เกี่ยวดวยสิทธิมนุษยชน หลัก
               กฎหมายทั่วไป ขอมติ คําวินิจฉัยขององคการระหวางประเทศดานสิทธิมนุษยชน อันเปนที่มาของกฎหมาย

               ระหวางประเทศ และที่อยูในระดับที่นักวิชาการเรียกวา Soft law ซึ่งเปนกฎเกณฑที่มีแนวโนมที่จะพัฒนาเปน

               กฎหมายระหวางประเทศ เพราะนานาประเทศตางเห็นวาเปนสิ่งที่พึงปฏิบัติ (law as it should be) เหลานี้ก็
               สามารถนํามาเปนแนวทางในการคุมครองสิทธิมนุษยชนภายในประเทศไดอยางครอบคลุม ดวยเหตุผลที่ได

               กลาวไวขางตนแลว

                  1.1.3 การคุมครองสิ่งแวดลอมในมิติของสิทธิมนุษยชน: ระดับสากล


                       ในระดับกติกาสากลระหวางประเทศนั้น การคุมครองสิ่งแวดลอมเริ่มมีพัฒนาการที่เดนชัดเมื่อมีการ
               จัดทําปฏิญญาสากลวาดวยสิ่งแวดลอมของมนุษย ค.ศ. 1972 ณ กรุงสตอกโฮลม (“ปฏิญญากรุงสตอกโฮลม”)

               ซึ่งไดกลาวถึงความสําคัญของสิ่งแวดลอมและสิทธิของมนุษยในสิ่งแวดลอมเปนครั้งแรก และในอีก 20 ปตอมา
               จึงเกิดมีปฏิญญาสากลอีกฉบับที่วางหลักการเกี่ยวกับการจัดการและการพัฒนาสิ่งแวดลอม กลาวคือ ปฏิญญา

               สากลวาดวยสิ่งแวดลอมและการพัฒนา ค.ศ. 1992 ณ กรุงริโอ เดอ จาเนโร (“ปฏิญญากรุงริโอ”) ปฏิญญา

               สากลทั้ง 2 ฉบับนี้ไดวางกรอบแนวคิดสําคัญเกี่ยวกับการคุมครองสิ่งแวดลอม และเปนปฏิญญาตั้งตนอันนํามา
               ซึ่งพัฒนาการในการคุมครองหรือจัดการสิ่งแวดลอมทางกฎหมายระหวางประเทศในเวลาตอมา


                       ทั้งนี้ ในการพิจารณาเรื่องการคุมครองสิ่งแวดลอมในมิติของ “สิทธิ” จําตองคํานึงถึงสิทธิทั้งสอง
               ประเภท ไดแก สิทธิเชิงเนื้อหา (Substantive Rights) และสิทธิเชิงกระบวนการ (Procedural Rights)

                       สิทธิสวนใหญที่พบในอนุสัญญาวาดวยสิ่งแวดลอม ไดแก สิทธิเชิงกระบวนการ โดยตัวอยางแหงสิทธิที่

               ปรากฏอยูชัดเจนในอนุสัญญาวาดวยการเขาถึงขอมูลขาวสาร การมีสวนรวมสาธารณะในการตัดสินใจ และการ

               เขาถึงความยุติธรรมในคดีสิ่งแวดลอม ค.ศ. 1998 (Aarhus Convention 1998) ซึ่งไดจัดทําขึ้นโดยสมาชิกใน
               สหภาพยุโรป ณ เมือง อาฮัส ประเทศเดนมารก สิทธิเชิงกระบวนการในอนุสัญญาฉบับนี้ที่ไดประกันไว ไดแก

               สิทธิในการเขาถึงขอมูลดานสิ่งแวดลอม (Right to Access to Information) สิทธิในการมีสวนรวมของ

               สาธารณะในกระบวนการตัดสินใจดานสิ่งแวดลอม (Right to Public Participation in Decision-making)
               และสิทธิในการเขาถึงความยุติธรรมดานสิ่งแวดลอม (Right to Environmental Justice) นอกจากนี้ สิทธิเชิง

               กระบวนการยังพบในอนุสัญญาวาดวยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และอนุสัญญาวาดวยความ

               หลากหลายทางชีวภาพ เปนตน

                       สําหรับสิทธิเชิงเนื้อหานั้น จะปรากฏในลักษณะของหลักการ โดยถูกกลาวถึงไวอยางชัดเจนใน

               ปฏิญญากรุงสตอกโฮลม ซึ่งมีใจความวา มนุษยมีสิทธิในเสรีภาพ ความเทาเทียมกัน และคุณภาพชีวิตที่ดี
               เพียงพอในสิ่งแวดลอมที่มีคุณภาพ (“Man has the Fundamental Right to Freedom, Equality and

               Adequate Conditions of Life, in an Environment of a Quality that Permits a Life of Dignity and
               Well-Being…”) และในปฏิญญากรุงริโอไดมีการกลาวถึงสิทธิของมนุษยในสิ่งแวดลอมเชนกัน แตจะผูกโยงการ
   11   12   13   14   15   16   17   18   19   20   21