Page 64 - รายงานการศึกษาบทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
P. 64
62 รายงานการศึกษา บทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
สงครามเย็น และการเติบโตฐานเศรษฐกิจของไทย ทำาให้แหล่งทุนที่สนับสนุนองค์กรพัฒนาเอกชน
ลดลงอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อองค์กรพัฒนาเอกชนมุ่งเคลื่อนไหวในทางการเมืองเพื่อปกป้องฐาน
ทรัพยากรสาธารณะที่จัดการโดยชุมชน โดยมุ่งวิพากษ์ ตรวจสอบนโยบายการพัฒนาทุนนิยมของรัฐ
ในบริบทที่สังคมโดยเฉพาะภาคชนบทต้องการรัฐบาลที่เข้มแข็ง สภาวะการเคลื่อนไหวที่คัดค้านต่อ
ต้านรัฐ และการพัฒนากระแสหลัก ทำาให้ฐานความชอบธรรมของขบวนการเคลื่อนไหวด้านทรัพยากร
มีจำากัด เนื่องจากวัฒนธรรมการเมืองของไทยยังมองรัฐเป็นศูนย์กลางอำานาจเดียวที่ชอบธรรม เงื่อนไข
ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ขบวนการฐานทรัพยากรที่มีองค์กรพัฒนาเอกชนเป็นกลไกสำาคัญไม่สามารถสร้าง
ความเป็นสถาบันทางสังคมและการเมืองให้เป็นที่ยอมรับและได้รับการสนับสนุนจากสังคมได้เท่าที่ควร
สภาพการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของประชาชนก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนโครงสร้าง
และยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวของขบวนการฐานทรัพยากรด้วย เพราะเมื่อพื้นที่ทางการเมืองและ
สังคมขององค์กรพัฒนาเอกชนจำากัดลงทุกที แต่ปัญหาผลกระทบการพัฒนาเศรษฐกิจที่เปิดเข้าสู่
โลกาภิวัตน์ ทำาให้เกิดการทำาลายระบบนิเวศ ฐานทรัพยากร และความมั่นคงในชีวิตของชุมชนเป็นไป
อย่างรุนแรงและกว้างขวางขึ้น จึงทำาให้เกิดการก่อตัวเป็นขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนในท้องถิ่น
กลุ่มต่างๆ โดยไม่ได้มีองค์กรพัฒนาเอกชนเข้าไปเกี่ยวข้องมากนัก ตัวอย่างสำาคัญ เช่น เครือข่ายวาระ
เปลี่ยนตะวันออก กลุ่มประชาชนที่เดือดร้อนจากโครงการพัฒนานานาประเภท และอื่นๆ แม้จะยังคง
มีขบวนการเคลื่อนไหวระดับชาติที่องค์กรพัฒนาเอกชนเป็นแกนกลางอยู่บ้าง เช่น ขบวนการประชาชน
เพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P Move) แต่บทบาทและผลสะเทือนการเคลื่อนไหวในเชิงนโยบายก็มีจำากัดเมื่อ
เปรียบเทียบกับสมัชชาคนจนในสมัยก่อน
การรวมตัวของกลุ่มท้องถิ่นเป็นไปอย่างหลวมๆ ไม่ได้มีการจัดตั้งที่ชัดเจน แม้จะมีปัจจัย
สนับสนุนจากองค์กรต่างๆ เช่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สำานักงานกองทุนสนับสนุน
การวิจัยท้องถิ่น สำานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำานักงานคณะกรรมการ
สุขภาพแห่งชาติ (สสส.) ตลอดจนสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น เป็นต้น ด้วยโครงสร้างการก่อตัว
เฉพาะถิ่นและเป็นไปแบบหลวมๆ ทำาให้ขบวนการเคลื่อนไหวฐานทรัพยากรเหล่านี้จำากัดตนเองหรือ
ถูกจำากัดด้วยโครงสร้างทางนโยบายให้เคลื่อนไหวในระดับท้องถิ่น หรือต่อรองอำานาจในระดับพื้นที่
เป็นหลัก ไม่ได้มุ่งเน้นการผลักดันนโยบายกฎหมายระดับชาติเหมือนดังเช่นการเคลื่อนไหวของ
ขบวนการระดับชาติที่มีองค์กรพัฒนาเอกชนเป็นแกนกลางเช่นเดิม แต่สถานะความเป็นการเมืองของ
ขบวนการก็ยังคงยืนยันในจุดเดิม คือ การปกป้องและฟื้นคืนระบบการจัดการทรัพยากรสาธารณะ
โดยชุมชน เพื่อต่อสู้กับระบบรวมศูนย์อำานาจทรัพยากรโดยรัฐและกรรมสิทธิ์ปัจเจกของทุน แต่พื้นที่
การเมืองอยู่ที่ท้องถิ่น (ไม่ได้หมายแค่ชุมชน แต่อาศัยฐานนิเวศท้องถิ่นเป็นฐาน)
แม้ขบวนการต่างๆ จะปรับรูปขบวนไปสู่การเคลื่อนไหวในแนวระนาบ และเชื่อมต่อกันแบบ
หลวมๆ โดยไม่มีโครงสร้างระดับชาติ ขบวนการเคลื่อนไหวจึงมีลักษณะกระจายตัว มีความหลาก
หลายทั้งในเชิงเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี ข้อเด่นของโครงสร้างการเคลื่อนไหวดังกล่าวคือ

