Page 37 - รายงานการศึกษาบทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
P. 37
รายงานการศึกษา บทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 35
ให้รัฐธรรมนูญ ปีพ.ศ. ๒๕๔๐ รับรองสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร (มาตรา ๔๖ ๕๖ ๗๙ และ
๒๙๐) และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ (มาตรา ๖๖ ๗๖ และ ๒๙๐)
อย่างไรก็ดี ด้วยข้อจำากัดของขบวนการในการระดมทรัพยากร การขาดทักษะในการสื่อสาร
สาธารณะ การขาดกลไกทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งในเชิงการเมือง (ระบบ
กฎหมาย การบริหาร ระบบยุติธรรม) ในเชิงเศรษฐกิจ และในเชิงสังคมจึงเป็นไปอย่างล่าช้า มิเพียง
เท่านั้น สถานการณ์ทางนิเวศ ทรัพยากร สิ่งแวดล้อมกลับยิ่งรุนแรงขึ้น มีการละเมิดสิทธิชุมชนต่อ
ฐานทรัพยากรที่ซับซ้อนขึ้นครอบคลุมทั้งทรัพยากรบนดิน ใต้ดิน และในอากาศ พร้อมไปกับปัญหา
ความเสื่อมโทรมระบบนิเวศ ความยากจน และความขัดแย้งแย่งชิงทรัพยากรที่รุนแรง
ในทางการเมืองขณะนี้ มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะตัดลดบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิชุมชน
บางประเด็นออกไป เช่น มาตรา ๖๗ ที่ให้กำาหนดให้โครงการที่เข้าข่ายรุนแรงต้องทำาการประเมินผล
กระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยที่ชุมชนมีส่วนร่วมตลอดกระบวนการ และมีสิทธิฟ้องศาลได้หากไม่
ดำาเนินการ สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริบทที่รัฐและทุนกำาลังเร่งรัดโครงการขนาดใหญ่ที่มาจาก
การร่วมทุนข้ามชาติจำานวนมาก
จึงจำาเป็นยิ่งที่ขบวนการภาคประชาสังคมไม่เพียงที่จะต้องปกป้องให้หลักการสิทธิชุมชนใน
รัฐธรรมนูญไว้เท่านั้น แต่ต้องพัฒนาเนื้อหาและกลไกของรัฐธรรมนูญเพื่อพัฒนาสิทธิชุมชนตาม
รัฐธรรมนูญให้ก้าวหน้าขึ้นไป ทั้งนี้ จะต้องเร่งสร้างองค์ความรู้ ถอดบทเรียนการใช้สิทธิชุมชนตาม
รัฐธรรมนูญ เร่งเสริมความเข้มแข็งให้แก่ขบวนการเคลื่อนไหวสิทธิชุมชน และสื่อสารเพื่อให้สาธารณะ
รับรู้และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสิทธิชุมชน
ในระดับกฎหมายลำาดับรอง ขบวนการภาคประชาสังคมมีบทเรียนว่า การผลักดันนโยบาย
รายทรัพยากรและรายประเด็นที่แต่ละเครือข่ายดำาเนินการ แม้จะสำาคัญแต่ก็ไม่เพียงพอที่จะนำาไปสู่
การปฏิรูปโครงสร้างการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทั้งระบบได้ เพราะเรายังขาดจินตนาการ
ชุดความคิด องค์ความรู้ใหม่ และยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนทางสังคมร่วมกันที่จะผลักดันให้เกิด
การปฏิรูปฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้น
และแม้ทิศทางขององค์กรพัฒนาเอกชนและประชาสังคมกลุ่มต่างๆ จะหันไปเน้นงานพัฒนา
นโยบายและเสริมความเข้มแข็งระดับพื้นที่ ได้แก่ มุ่งสร้างนโยบาย กฎ กติกา ข้อบัญญัติระดับท้องถิ่น
เนื่องจากไม่เชื่อมั่นในการกำาหนดนโยบายจากส่วนกลางอีกต่อไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุทธศาสตร์
สร้างอำานาจในพื้นที่ยังเคลื่อนได้จำากัด กระจัดกระจาย และหากจะเติบโตขึ้นได้ก็ยังต้องมีระบบ
โครงสร้าง สถาบันระดับประเทศที่เอื้อให้เกิด
จากปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมา จึงมีความคิดร่วมกันของหลายฝ่ายที่ขับเคลื่อนนโยบายแต่ละด้าน
ว่า ควรประสานพลังการเคลื่อนไหวที่กระจัดกระจายให้เกิดพลังทวีคูณร่วมกัน จนเกิดเป็นเค้าโครง
ข้อเสนอทางนโยบายต่อการปฏิรูปฐานทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และเกษตรทั้งระบบ และเกิดคณะ

