Page 79 - รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2556
P. 79
78 รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำาปี ๒๕๕๖
การประชุมเชียร์ในลักษณะดังกล่าวก็ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่เช่นเดิม แม้จะเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้มีการ
บังคับให้นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรม โดยนักศึกษาต้องสมัครใจในการเข้าร่วม แต่นักศึกษาใหม่ส่วนใหญ่
เกรงว่าตัวเองจะไม่ได้รับการยอมรับ หรือเป็นแกะดำาในคณะหรือในรุ่น จึงยอมเข้าร่วมกิจกรรมการรับน้อง
ทั้งที่ตนไม่เต็มใจ ซึ่งได้มีการทักท้วงจากนักศึกษา ผู้ปกครอง หรือหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน
เกี่ยวกับกิจกรรมรับน้องใหม่และการประชุมเชียร์ที่ไม่เหมาะสมและมีความรุนแรง ซึ่งเป็นการละเมิด
สิทธิมนุษยชนแต่ยังคงปรากฏกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวเป็นประจำาทุกปี อีกทั้งยังมีการขยายวงกว้าง
ไปถึงนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาด้วย
จากสถานการณ์ดังกล่าว กสม. ได้ดำาเนินการตรวจสอบเป็นระยะ โดยเชิญ
ผู้บริหารสถาบันการศึกษาที่ถูกร้องเรียน เพื่อปรึกษาหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาและมีความเห็นร่วมกัน
ว่าสถาบันการศึกษาควรให้ความสำาคัญต่อการจัดกิจกรรมรับน้องใหม่และการประชุมเชียร์ของนักศึกษา
ในสถาบัน จำาเป็นต้องจัดให้มีการประชุม ซักซ้อมความเข้าใจกับสโมสรนักศึกษาและนักศึกษารุ่นพี่ เพื่อให้
ทราบถึงข้อควรปฏิบัติหรือข้อที่ไม่ควรปฏิบัติในการจัดกิจกรรมรับน้องใหม่และการประชุมเชียร์ พร้อมทั้ง
ชี้แจงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสถาบันการศึกษาและตัวนักศึกษาเอง ในการพิจารณาอนุญาตให้จัด
กิจกรรมรับน้องใหม่และการประชุมเชียร์ สถาบันควรพิจารณาในรายละเอียดของกิจกรรมว่าเป็นกิจกรรม
ที่นำาไปสู่จุดมุ่งหมายตามที่สถาบันการศึกษาต้องการจริงหรือไม่ และในการจัดกิจกรรมทุกครั้งต้องมี
อาจารย์ที่ปรึกษาดูแลอย่างใกล้ชิด และสามารถตัดสินใจในเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิดหรือไม่พึงประสงค์
ที่อาจเกิดขึ้น และสถาบันการศึกษาควรมีการตรวจสอบและติดตามการทำากิจกรรมดังกล่าวเพื่อป้องกัน
มิให้เกิดมีการละเมิดสิทธิของนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมการรับน้อง หากปรากฏมีการกระทำาอันเป็น
การละเมิดสิทธิของนักศึกษา หรือการกระทำาผิดกฎหมาย สถาบันการศึกษาต้องพิจารณาดำาเนินการ
ตามกฎหมายโดยเด็ดขาด ทั้งยังได้สื่อสารผ่านสื่อมวลชนในช่วงเวลาก่อนเปิดภาคการศึกษา เพื่อเป็น
้
การยำาเตือนมิให้เกิดเหตุการณ์ทำานองนี้อีกต่อไป
(๓) กระทรวงศึกษาธิการออกกฎระเบียบเกี่ยวกับการตัดผมนักเรียน
ตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๘) ตาม
ความในข้อ ๓ และข้อ ๑๑ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ กำาหนดว่า การที่นักเรียนชาย
ตัดผมหรือไว้ผมยาว นักเรียนหญิงตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาต
ให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ให้รวบให้เรียบร้อย และนักเรียนใช้เครื่องสำาอางหรือสิ่งปลอมเพื่อการเสริมสวย
เป็นการแต่งกายและความประพฤติของนักเรียนที่ถือว่าไม่เหมาะสม และต่อมา พระราชบัญญัติ
คุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๓๒ ไปแล้ว แต่กฎกระทรวง
ดังกล่าวคงใช้บังคับต่อไปได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ จนกว่า
จะมีการออกกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖

