Page 76 - รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2556
P. 76
75
รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำาปี ๒๕๕๖
ในปี ๒๕๕๖ มีความพยายามอย่างเป็นรูปธรรม จากฝ่ายบริหาร กระทรวงแรงงาน
องค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงาน และกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ได้ร่วมกันทำาบันทึกข้อตกลงร่วม โดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อให้รัฐบาลนำาเรื่องการให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
และมีการตั้งคณะทำางานร่วมเพื่อติดตามผลการดำาเนินการ และในที่สุดพบปัญหาอุปสรรค โดยกระทรวง
การต่างประเทศแจ้งว่า อนุสัญญาทั้ง ๒ ฉบับ เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนที่จะมีการลงนามให้
สัตยาบัน นอกจากนี้ ยังพบปัญหาอุปสรรคอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์
พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และพระราชกฤษฎีกาการรวมกลุ่มของข้าราชการพลเรือน
ที่มีบทบัญญัติไม่สอดคล้องกัน และกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับยังเป็นกฎหมายเชิงควบคุมลูกจ้างและข้าราชการ
มากกว่าส่งเสริมการรวมตัวเจรจาต่อรอง ในส่วนของนายจ้างที่ไม่ต้องการให้ฝ่ายลูกจ้างมีพลังในการ
เจรจาต่อรอง จากข้อร้องเรียนพบว่า นายจ้างมีความพยายามกลั่นแกล้ง กีดกัน และแทรกแซงมิให้มี
การรวมตัวในรูปสหภาพ หรือทำาให้สหภาพแรงงานอ่อนแอ และปัญหาที่สำาคัญที่สุดประการหนึ่ง คือ
ผู้นำาแรงงานและผู้ใช้แรงงานที่มีความเข้าใจและให้ความสำาคัญต่ออนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่าง
ประเทศ (ILO) ฉบับที่ ๘๗ และฉบับที่ ๙๘ กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล
๓) การประเมินสถานการณ์ของการผลักดันให้ประเทศไทยให้
สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ
(International Labour Organization : ILO)
ฉบับที่ ๘๗ และฉบับที่ ๙๘
ปัจจุบันมีความจำาเป็นที่จะต้องผลักดันให้ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาขององค์การ
แรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ ๘๗ และฉบับที่ ๙๘ ที่เกี่ยวกับการรวมตัวและเจรจาต่อรอง
ของลูกจ้างในสถานประกอบการ ซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยนายจ้างมาเป็นเวลาหลายสิบปี และ
มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเร่งรัดขจัดอุปสรรคดังกล่าว โดยการ
ให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ ๘๗ และฉบับที่ ๙๘ อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ
ตีความมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ กสม. จึงขอสนับสนุน
การให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งสองฉบับ ในฐานะที่เป็นองค์กรที่มีหน้าที่ทำาความเข้าใจต่อรัฐ ผู้เกี่ยวข้อง
และสังคมให้เข้าใจและตระหนักว่า สิทธิของแรงงานในการรวมตัวเจรจาต่อรองเป็นสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้
มีการรับรองในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๔ และมีหน้าที่
ในการส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันให้ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้ง ๒ ฉบับ ข้างต้น รวมทั้ง
จะต้องปรับแก้กฎหมายภายในให้สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว

