Page 69 - รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2556
P. 69
68 รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำาปี ๒๕๕๖
๓) การประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน
ด้านการจัดการที่ดินและป่าไม้
สำาหรับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนด้านการจัดการที่ดินและป่าไม้ในภาพรวมนั้น แม้ว่า
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๗ มาตรา ๗๕ และมาตรา ๘๕
ล้วนเป็นแนวนโยบายซึ่งแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยให้ความสำาคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากร
ธรรมชาติและการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น นอกจากนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙) ได้กำาหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำาคัญกับการพัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมอย่างบูรณาการ มุ่งส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ
้
ชุมชนในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ ปรับปรุงกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมลำา
ในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน หากแต่ในความเป็นจริงนั้น แม้จะมีการ
รับรองสิทธิชุมชนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ต่อเนื่องมาถึง
ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ก็ตาม แต่เนื่องจากกฎหมายเฉพาะหลายฉบับที่บทบัญญัติส่วนใหญ่ไม่ได้รับรอง
สิทธิชุมชนเอาไว้อย่างชัดแจ้ง และยังมีลักษณะที่ไม่เอื้ออำานวยต่อการใช้สิทธิของชุมชนนั้นได้ถูกกำาหนด
ขึ้นมาอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ที่ยังไม่มีการแก้ไขให้สอดคล้องกับหลักการ
สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งทัศนคติของ
เจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกพัฒนามาจากแนวคิดการจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบแยกส่วน แยกคนออกจาก
ธรรมชาติ ไม่รับรู้จารีตประเพณีวัฒนธรรมการอยู่กับป่าพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ ดังนั้น แม้ในบทบัญญัติ
ของกฎหมายต่างๆ เหล่านั้นจะมีบางมาตราที่เปิดช่องให้ชุมชนสามารถจัดการและใช้ประโยชน์ทรัพยากร
ธรรมชาติได้ แต่การใช้และการตีความกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ยังไม่ยอมรับ
สิทธิชุมชน
สำาหรับกลไกการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทในเรื่องที่ดินและป่าไม้นั้น นอกจากปัญหาเรื่อง
ข้อกฎหมายที่ไม่สอดคล้องและทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ประชาชนยังไม่ได้รับการส่งเสริมให้มีส่วนร่วม
ในกระบวนการแก้ไขปัญหาข้อพิพาท ส่วนใหญ่เป็นการกำาหนดมาตรการการแก้ไขปัญหาแต่เพียงฝ่ายเดียว
จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทำาให้การแก้ไขปัญหาไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน ซึ่งนำาไปสู่ปัญหาความขัดแย้ง
และการใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจากเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ซึ่งปัญหาดังกล่าว
มีแนวโน้มที่จะเกิดความรุนแรงมากขึ้น

