Page 60 - รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2556
P. 60
59
รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำาปี ๒๕๕๖
๒) สถานการณ์สิทธิชุมชนและ
การมีส่วนร่วมในการจัดการ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(๑) การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการทรัพยากรของชุมชนท้องถิ่น
้
จากวิกฤตการณ์นำาท่วมใหญ่ ในปี ๒๕๕๔ รัฐบาลที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
้
เป็นนายกรัฐมนตรี ได้จัดทำาแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรนำาโดยมีการออกพระราชกำาหนดให้
้
อำานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการนำาและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕
้
เพื่อนำามาใช้สำาหรับดำาเนินโครงการ เพื่อออกแบบและก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรนำาอย่าง
ยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยในวงเงินงบประมาณ ๓.๕ แสนล้านบาท ภายใต้แผนแม่บทการ
้
้
้
บริหารจัดการทรัพยากรนำาที่มีโครงการก่อสร้าง เช่น เขื่อน อ่างเก็บนำา พื้นที่รับนำาหลากชั่วคราว (แก้มลิง)
้
้
้
ปรับปรุงสภาพลำานำา มีทางผันนำา (Flood Diversion Channel) ฯลฯ ในพื้นที่ ๑๗ ลุ่มนำา อันเป็นลักษณะ
ของโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนในวงกว้างขึ้นเกือบทั่วประเทศ โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูล
ข่าวสารและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน องค์กรภาคเอกชนและผู้ที่ได้รับผลกระทบในชุมชนต่างๆ
ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลดำาเนินการแล้วแต่ไม่เป็นผล จึงรวมตัวกันยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้
ได้รับความคุ้มครองสิทธิในเรื่องนี้
ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ ศาลปกครองเห็นว่า การจัดทำาแผนแม่บทการบริหาร
้
จัดการทรัพยากรนำาไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญจึงให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ตาม มาตรา ๕๗ วรรค ๒
้
และมาตรา ๖๗ วรรค ๒ ของรัฐธรรมนูญ ด้วยการนำาแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรนำาไป
ดำาเนินการจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง และดำาเนินการให้มีการ
ศึกษาและจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนจะดำาเนิน
การจ้างออกแบบและก่อสร้างในแต่ละแผนงาน (Module) ซึ่งต่อมา รัฐบาล โดยสำานักนายกรัฐมนตรีได้
ดำาเนินการจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนขึ้นในทุกจังหวัดที่มีโครงการ แต่ประชาชน
และนักวิชาการที่เข้าร่วมต่างเห็นว่าการจัดทำาเวทีประชาพิจารณ์ดังกล่าวกลับเป็นเวทีที่สร้างปัญหา
และเป็นการละเมิดสิทธิเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้จัดการประชาพิจารณ์มิได้ประสงค์จะให้ชุมชนเข้ามามี
ส่วนร่วมอย่างแท้จริง การประชาพิจารณ์ที่จัดขึ้นจึงไม่อาจถือว่าเป็นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
อย่างทั่วถึง และลักษณะของการจัดเวทีการรับฟังความคิดเห็นเป็นเพียงงานแสดงนิทรรศการเพื่อเป็น
การโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น จนนำาไปสู่การโต้แย้งและฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อตรวจสอบการกระทำา
ของรัฐบาลในเรื่องนี้อีกครั้ง

