Page 200 - รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2556
P. 200
199
รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำาปี ๒๕๕๖
• ระบบกรรมสิทธิ์ในที่ดินของรัฐ ควรมีเกณฑ์ ดังนี้
(๑) เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ระบบเดียว คือ “โฉนดที่ดินของรัฐ” เพื่อให้ที่ดินของ
รัฐมีหลักฐานขอบเขตที่ตั้งที่ถูกต้องและชัดเจน
(๒) ในกรณีราษฎรขอเช่าที่ดินของรัฐ ให้จัดทำาเป็นสัญญาเช่าที่ดินของรัฐ
• ระบบกรรมสิทธิ์ในที่ดินเอกชน แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
(๑) เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ “โฉนดที่ดิน” ทั่วไป
(๒) เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ “โฉนดที่ดิน” แบบมีเงื่อนไขซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็น
ที่ดินที่อยู่ในพื้นที่คุ้มครองเกษตรกรรม และเดิมเป็นที่ดินของรัฐ แต่ต่อมา
จัดให้ราษฎรใช้ประโยชน์ในที่ดิน เช่น ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ดินในเขต
นิคมสหกรณ์ ที่ดินในเขตป่า เป็นต้น โดยมีการกำาหนดเงื่อนไขการใช้ประโยชน์
ว่าต้องประกอบอาชีพเกษตรกรรม กำาหนดระยะเวลาห้ามจำาหน่ายจ่ายโอน
การซื้อขายที่ดินต้องได้รับความเห็นชอบจากชุมชน
• ระบบกรรมสิทธิ์ในที่ดินของชุมชน แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
(๑) เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ของชุมชนเป็น “โฉนดที่ดิน” ในที่สาธารณประโยชน์
้
ประเภทพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น หนองนำา ทำาเลเลี้ยงสัตว์ ป่าชุมชน
ซึ่งชุมชนมีอำานาจในการบริหารจัดการที่ดินดังกล่าวเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน
(๒) ระบบกรรมสิทธิ์เชิงซ้อน เป็นที่ดินในชุมชนที่มีสิทธิในเชิงปัจเจก แต่ชุมชน
มีส่วนในการควบคุมให้เป็นไปตามแบบแผนของชุมชนด้วย
้
๓.๓ ควรยุบ ควบรวมหน่วยงานราชการที่ปฏิบัติงานซำาซ้อนกันให้มารวมกันเป็นหน่วยงาน
เดียว เพื่อให้การบริหารจัดการที่ดินที่เป็นเอกภาพ
๓.๔ รัฐควรส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นมีอำานาจ แรงจูงใจ และความรู้ในการจัดการ
ที่ดินและทรัพยากรได้อย่างสมดุลและยั่งยืน
๓.๕ การซื้อขายที่ดิน ควรมีกลไกการควบคุมตรวจสอบที่เหมาะสม เพื่อมิให้ผู้ซื้ออาศัยอำานาจ
เหนือตลาดไปกว้านซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำาไรโดยไม่ทำาประโยชน์ หรือนำาไปใช้ประโยชน์ที่
ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
๓.๖ รัฐควรสนับสนุนให้เกิดกระบวนการนโยบายสาธารณะในการกำาหนดนโยบายและ
กฎหมายที่เกี่ยวกับที่ดินและทรัพยากร ที่มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
๓.๗ การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับที่ดินและทรัพยากร ควรสร้างกลไกและกระบวนการ
ตีความและบังคับใช้กฎหมายให้อยู่บนฐานองค์ความรู้และข้อเท็จจริง

