Page 103 - รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2556
P. 103
102 รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำาปี ๒๕๕๖
่
นานาชาติและระดับชาติที่เป็นอิสระอย่างสมำาเสมอเพื่อป้องกันการทรมาน การปฏิบัติและการลงโทษ
่
ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือยำายีศักดิ์ศรี ข้อ ๑๘ ของพิธีสารฯ ที่กำาหนดให้รัฐภาคีต้องดำาเนินการให้กลไก
การป้องกันในระดับชาติมีความเป็นอิสระในการทำางาน และความเป็นอิสระของบุคลากรฯ และข้อ ๑๙
ที่กำาหนดว่า กลไกการป้องกันในระดับชาติจะได้รับมอบหมายอำานาจอย่างน้อยให้สามารถตรวจเยี่ยม
่
การปฏิบัติต่อบุคคลผู้ถูกทำาให้เสื่อมเสียอิสรภาพในสถานที่คุมขังอย่างสมำาเสมอ เพื่อส่งเสริมและ
คุ้มครองสิทธิ
(๔) อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้
สูญหาย (International Convention on the Protection of All Persons from Enforced
Disappearances) โดยมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ข้อ ๒ ที่กำาหนดนิยามของ “การหายสาบสูญ
โดยถูกบังคับ” ว่าหมายถึง การจับกุม กักขัง ลักพาตัว หรือการกระทำาในรูปแบบใด ที่เป็นการลิดรอน
เสรีภาพโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งดำาเนินการโดยได้รับอนุญาต การสนับสนุน
หรือการยอมรับโดยปริยายของรัฐ ตามมาด้วยการปฏิเสธที่จะยอมรับว่าได้มีการลิดรอนเสรีภาพ
หรือการปกปิดชะตากรรมหรือที่อยู่ของบุคคลที่หายสาบสูญ ซึ่งส่งผลให้บุคคลดังกล่าวอยู่นอกการ
คุ้มครองของกฎหมาย และข้อ ๔ รัฐภาคีต้องดำาเนินมาตรการที่จำาเป็นเพื่อประกันว่าการหายสาบสูญ
โดยถูกบังคับเป็นความผิดภายใต้กฎหมายอาญาของตน
๒) สถานการณ์การดำาเนินการอนุวัติอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ
(๑) อนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ
ในปี ๒๕๕๖ กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้มีการ
ดำาเนินการที่จะปรับปรุงกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน
่
และการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือยำายีศักดิ์ศรี ที่ประเทศไทยเข้าเป็น
ภาคีเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๐ โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เห็นว่า ควรใช้แนวทางแก้ไขประมวล
กฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยจะกำาหนดให้ “การทรมาน” เป็นฐาน
ความผิดเฉพาะ และให้ผู้ถูกกระทำาทรมานสามารถยื่นคำาร้องต่อศาลให้ระงับหรือเพิกถอนการกระทำานั้น
และมีสิทธิยื่นคำาร้องขอเยียวยาความเสียหายได้ ขณะที่องค์กรภาคประชาสังคมเห็นว่า ควรบัญญัติเรื่องนี้
เป็นกฎหมายเฉพาะ
คณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร
ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าว และเห็นพ้องกับแนวทางการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่แล้วของกรมคุ้มครองสิทธิ
และเสรีภาพ ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๖ คณะกรรมาธิการฯ ได้ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
จัดการประชุมเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นจากหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อร่างกฎหมาย เพื่อแก้ไข

