Page 123 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
P. 123

หน้ า  | ๑๐๙



               ทั้งนี้ เพราะสาเหตุสําคัญที่สุดของความขัดแย้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับชุมชน คือ

               การขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดจากโครงการ และการตัดสินใจว่า
               โครงการฯ นั้น สมควรสร้างหรือไม่ ที่มาจากตัวแทนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างแท้จริง เพื่อทําให้การมีส่วนร่วมของ

               ชุมชนตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ มีแนวทางรูปแบบที่ชัดเจนขึ้น นอกจากนั้น ซึ่งจะลดปัญหา การใช้ข้อมูลและ
               ความรู้คนละชุด มาถกเถียงกันทําให้หาจุดจบไม่ได้


                                  ๒) มาตรการแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิชุมชนในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิชุมชนแล้วมี

               ข้อเสนอแนะดังนี้


                                     (๑)  สร้างบุคคลกรในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มจากข้อจํากัดข้อจํากัดเรื่องบุคลากร
               ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและจัดทํารายงาน  ทําให้การตรวจสอบ กว่าจะแล้วเสร็จ และมีมติเป็นรายงานและส่ง

               ให้หน่วยงานดําเนินการแก้ไข บางกรณีใช้เวลาหลายปี จากกรณีศึกษาทั้ง ๕๗ กรณี ใช้เวลาตั้งแต่รับเรื่องร้องเรียน
               จนกระทั่งจัดทํารายงานและส่งมติให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เวลา เวลาตั้งแต่ ๑-๖  ปี เฉลี่ยแล้ว ๒.๒๘ ปี เช่น

               กรณีค่าชดเชยคลอง ร๑. ซึ่งกว่าจะตรวจสอบเสร็จ ใช้เวลา ๔ ปี กรณีร้องเรียนเรื่องอ่างของเก็บน้ําแม่มอก ใช้เวลา

               ๖ ปี ซึ่งกว่าจะตรวจสอบและจัดทํารายงานเสร็จ โครงการสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากเครือข่ายที่มีความรู้และ
               ทักษะในการดําเนินการดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นสถาบันทางวิชาการ หรือองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ตระหนักถึง

               ความสําคัญของสิทธิชุมชน มาร่วมเป็นคณะทํางานตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยการสนับสนุนงบประมาณ  จะทําให้
               สามารถวินิจฉัยการจัดทํารายงานเสนอผู้ที่เกี่ยวข้องแก้ไขได้รวดเร็วมากขึ้น


                                     (๒)  ดําเนินการฟ้องร้องต่อศาลปกครองแทนชุมชนในบางกรณี จากกรณีร้องเรียน เรื่อง

               ทรัพยากรน้ําเป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานภาครัฐ กับชุมชน และชาวบ้าน และเป็นคดีทางด้านการปกครอง

               และตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้ให้อํานาจคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดําเนินการฟ้องร้องต่อศาล
               ปกครองและศาลอื่น ๆ ได้ จากการศึกษาครั้งนี้ เห็นได้ว่า จุดจบของความขัดแย้งในบางกรณี เช่น ในเรื่อง

               ค่าชดเชย การบุกรุกที่สาธารณะ การก่อมลพิษสิ่งแวดล้อม การให้หน่วยงานระงับหรือยกเลิกโครงการ หรือการ
               อนุญาตให้เอกชนประกอบการต้มเกลือ หรือดูดทราย ต้องอาศัยคําสั่งหรือคําพิพากษาของศาลปกครองทั้งสิ้น ศาล

               ปกครองจึงเป็นกลไกสําคัญในการคุ้มครองสิทธิชุมชน และให้ความเป็นธรรมกับทั้งชุมชนและหน่วยงานที่ถูก
               ร้องเรียน และต้องปฏิบัติตามที่ศาลปกครองสั่งหรือพิพากษา


                             จากการศึกษากรณีการเรียกร้องเรื่องค่าชดเชยที่ไม่เป็นธรรม ที่ชาวบ้านนําเรื่องขึ้นฟ้องศาล

               ปกครอง ได้สร้างบรรทัดฐานในการจ่ายค่าชดเชยใหม่ แต่การฟ้องร้องเป็นรายบุคคลชาวบ้านต้องเสียค่าทนายใน

               การฟ้องให้ ร้อยละ ๒๐ ของค่าชดเชยที่ได้รับ และชาวบ้านบางรายไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย หรือไม่ต้องการขึ้นโรง
               ขึ้นศาลจะไม่ฟ้องร้องเอง หากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะนําเรื่องมาดําเนินการฟ้องร้องดําเนินคดี

               แทนชาวบ้านในบางกรณี ก็จะช่วยสร้างบรรทัดฐานและเป็นแนวทางในการเสนอมาตรการให้หน่วยงานรับผิดชอบ
               ดําเนินการด้วยในเวลาเดียวกัน







                         รายงานฉบับสมบูรณ์ “โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา”
   118   119   120   121   122   123   124   125   126   127   128