Page 112 - เสียงจากประชาชน การต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดิน กรณีร้องเรียน 2545-2550. เล่ม 5 : "การจัดการสวนป่าของรัฐและเอกชน"
P. 112

กรณีการทำไมและปลูกสรางสวนปาหวยน้ำขาว ซึ่งอยูในเขตปาสงวนแหงชาติ ชองศิลา-ปาขี้แรด
               อ.อ.ป. ยังตองปฏิบัติตามพระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ มาตรา ๒๐ ที่บัญญัติไววา “ในกรณี
               ปาสงวนแหงชาติแหงใดมีสภาพเปนปาเสื่อมโทรมตามมาตรา ๑๖ ทวิ ใหอธิบดีโดยอนุมัติ รัฐมนตรีมีอำนาจ
               อนุญาตเปนหนังสือใหบุคคลหนึ่งบุคคลใดทำการบำรุงปาหรือปลูกสรางสวนปาไม หรือไมยืนตนในเขตปา
               เสื่อมโทรมไดภายในระยะเวลาและตามเงื่อนไขที่กำหนดในหนังสืออนุญาต แตในกรณีที่จะอนุญาตใหเกิน

               ๒,๐๐๐ ไร ตองไดรับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ...”
                      ดังนั้น อ.อ.ป. จะตองทำไมและปลูกสรางสวนปาในเขตปาเสื่อมโทรม ซึ่งลักษณะของปาเสื่อมโทรม
               ไดมีบัญญัติไวในมาตรา ๑๖ ทวิ แหงพระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติ วา “ในกรณีที่ปาสงวนแหงชาติ

               ทั้งหมดหรือบางสวนมีสภาพเปนปาไรรางเกา หรือทุงหญา หรือเปนปาที่ไมมีไมมีคาขึ้นอยูเลย หรือมีไม
               มีคาที่มีลักษณะสมบูรณเหลืออยูเปนสวนนอย และปานั้นยากที่จะกลับฟนคืนดีตามธรรมชาติ ทั้งนี้โดยมี
               สภาพตามหลักเกณฑและเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนด โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี ใหถือวาปาสงวนแหงชาติใน
               บริเวณดังกลาวเปนปาเสื่อมโทรม...”
                      นอกจากนั้น ระเบียบกรมปาไมวาดวยการอนุญาตใหทำการปลูกสรางสวนปาหรือปลูกไมยืนตน

               ภายในเขตปาสงวนแหงชาติ พ.ศ.๒๕๓๐ ขอ ๔.๑ เดิมกำหนดวา “ปาเสื่อมโทรม” หมายความวา พื้นที่ปาใน
               บริเวณปาสงวนแหงชาติทั้งหมดหรือบางสวน มีไมมีคาที่มีลักษณะสมบูรณเหลืออยูเปนสวนนอย และปานั้น
               ยากที่จะกลับฟนคืนดีไดตามธรรมชาติ โดยมีลูกไมขนาดความสูงเกิน ๒ เมตรขึ้นไป ขึ้นกระจายอยูทั่วพื้นที่

               ไมเกินไรละ ๒๐ ตน หรือมีไมขนาดความโตวัดโดยรอบลำตนตรงที่สูง ๑๐๐ เซนติเมตร ตั้งแต ๕๐-๑๐๐
               เซนติเมตร  ขึ้นกระจายอยูทั่วพื้นที่ไมเกินไรละ ๘ ตน  หรือมีไมขนาดความโตเกิน ๑๐๐ เซนติเมตรขึ้นไปขึ้น
               กระจายอยูทั่วพื้นที่ไมเกินไรละ ๒ ตน หรือพื้นที่ปาที่มีไมเขาหลักเกณฑทั้ง ๓ ลักษณะดังกลาวเมื่อรวมกัน
               แลวตองมีจำนวนไมเกินไรละ ๑๖ ตน
                      ตอมามีการแกไขเปนปาไมที่มีไมมีคาซึ่งมีลักษณะสมบูรณเหลืออยูเปนสวนนอย และปานั้นยากที่จะ

               กลับฟนคืนดีไดตามธรรมชาติ โดยมีไมขนาดความโตวัดโดยรอบลำตนตรงที่สูง ๑๓๐ เซนติเมตร ตั้งแต ๕๐
               - ๑๐๐ เซนติเมตร ขึ้นกระจายอยูทั่วพื้นที่ไมเกินไรละ ๘ ตน หรือมีไมขนาดความโตเกิน ๑๐๐ เซนติเมตรขึ้น
               ไป  ขึ้นกระจายอยูทั่วพื้นที่ไมเกินไรละ ๒ ตน

                      อีกทั้งระเบียบกรมปาไมวาดวยการปฏิบัติเกี่ยวกับปาสงวนแหงชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ขอ ๒๔ ไดระบุไว
               อยางชัดเจนวา “เมื่อปรากฏวาปาสงวนแหงชาติแหงใดมีสภาพเสื่อมโทรม ไมมีคาเหลืออยูสวนนอยและปา
               สงวนแหงชาตินั้นไมอาจกลับฟนคืนดีไดเองตามธรรมชาติ และมีผูที่ประสงคขอรับอนุญาตเปนหนังสือทำการ
               บำรุงปาหรือปลูกสรางสวนปาก็ใหยื่นคำขอตามแบบ ๗ ทายระเบียบนี้...”
                      กฎหมายและระเบียบดังขางตน จึงมีเจตนารมณเพื่อใหการปลูกปาทดแทนนำไปสูการฟนฟูปา

               ธรรมชาติ ดังนั้น การฟนฟูดูแลรักษาสวนปาหวยน้ำขาวใหกลับคืนเปนปาธรรมชาติจึงเปนเงื่อนไขสำคัญของ
               การสงมอบพื้นที่
                      คณะอนุกรรมการสิทธิในการจัดการที่ดินและปามีความเห็นวา สภาพพื้นที่เปนปาที่ฟนตัว

               ขึ้นใหมจนกลายเปนปาธรรมชาติ อันเนื่องมาจาก อ.อ.ป.ไมไดดำเนินการรื้อปลูกสรางสวนปามา
               เปนเวลานานตั้งแตป พ.ศ.๒๕๒๑ – ๒๕๔๗  ทำใหไมมีสภาพของไมที่มีอัตราการรอดตายต่ำที่เขา


                                                                                                  111
   107   108   109   110   111   112   113   114   115   116   117