Page 36 - รายงานการศึกษาวิจัยฉบับย่อ สิทธิชุมชนในการจัดสรรทรัพยากรน้ำโดยใช้แนวทางสันติวิธี : กรณีศึกษาพื้นที่ต้นน้ำของประเทศไทย
P. 36
27
การแก้ปัญหาความขัดแย้งด้านทรัพยากรน้้าได้แต่งตั้งตัวแทนชุมชนไปเจรจาคือก้านันและผู้ใหญ่บ้าน
หากแม้จะมีตัวแทนไปเจรจา แต่ปัญหาก็มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสภาพพื้นที่ที่มีความ
แตกต่างกันทั้งพื้นที่สูงและพื้นที่ราบสลับกัน ท้าให้การแก้ไขปัญหามีความยุ่งยากเกินกว่าที่จะเจรจา
ตกลงกันระหว่างหน่วยงานกับตัวแทนของชุมชนได้ ประกอบกับความหลากหลายด้านชาติพันธุ์ใน
พื้นที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่บางครั้งการเจรจาด้วยตัวแทนยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ แม้จะพบว่าชุมชนกับ
หน่วยงานด้านการจัดการทรัพยากรน้้ามีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ดังเห็นได้จากการเข้าถึงข้อมูล
กรณีมีโครงการเกี่ยวกับการจัดการแหล่งน้้าสาธารณะผ่านการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง
สอดคล้องกับความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจของชุมชนต่อหน่วยงานภาครัฐต่อ (1) ความรู้เกี่ยวกับ
สิทธิมนุษยชนและสิทธิการใช้น้้า (2) สิทธิในการใช้น้้าในชีวิตประจ้าวัน และ (3) การบริหารจัดการ
แหล่งน้้าสาธารณะ/ธรรมชาติ
เมื่อเปรียบเทียบการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้้าและบริบทอื่น ๆ ระหว่างลุ่มน้้าชีและลุ่มน้้าน่าน
จะพบว่าส่วนใหญ่ทั้งสองลุ่มน้้าใช้น้้าเพื่อการเกษตรกรรมแต่ยังไม่เพียงพอตลอดทั้งปี จึงส่งผลให้ต้อง
ใช้น้้าส้ารองจากแหล่งอื่น โดยเฉพาะผู้ที่อยู่อาศัยในเขตลุ่มน้้าชี ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้้าพบว่า
ผู้อาศัยในเขตลุ่มน้้าน่านมีบทบาทต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรน้้าผ่านการร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่ภาครัฐ
หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจัดขึ้น เช่น การสร้างฝายชะลอน้้าหรือความเชื่อและประเพณีเกี่ยวกับแหล่งน้้า
มากกว่าผู้ที่อยู่อาศัยในเขตลุ่มน้้าชี อาจเนื่องมาจากวิถีชีวิตของคนในลุ่มน้้าน่านยังคงผูกพันกับ
ทรัพยากรธรรมชาติมากกว่า อย่างไรก็ตาม ทั้งสองลุ่มน้้ายังไม่พบความขัดแย้งรุนแรงที่มาจากการ
จัดสรรทรัพยากรน้้า ซึ่งอาจเป็นผลสืบเนื่องจากความพึงพอใจต่อการจัดการทรัพยากรน้้าของภาครัฐ
หรือหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งนี้ หากมีข้อขัดแย้งขึ้น การเจรจาผ่านผู้น้าชุมชน เช่น ก้านัน ผู้ใหญ่บ้าน
จะช่วยคลี่คลายได้ซึ่งเป็นการใช้คนกลางในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามแนวทางสันติวิธีภายใต้แนวคิด
สิทธิการใช้น้้าของชุมชน ข้อค้นพบประเด็นส้าคัญจากสองพื้นที่ดังแสดงในตารางที่ 5.1, 5.2, 5.3, 5.4
และ 5.5

