Page 56 - รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563
P. 56

นอกจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัวแล้ว ยังพบปัญหาการไม่สามารถเข้าถึงบริการ
            สาธารณสุขโดยเฉพาะเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ โดยมูลนิธิเข้าถึงเอดส์เปิดเผยว่า ในช่วงสถานการณ์โรคโควิด 19 ระบาด

            และรัฐบาลได้ออกมาตรการต่าง ๆ เช่น การจำากัดการเดินทาง การกักตัว ทำาให้ผู้ที่ประสบปัญหาท้องไม่พร้อมและ
            จำาเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์ได้รับผลกระทบเนื่องจากไม่สามารถเดินทางไปรับบริการได้ และหน่วยบริการยุติการตั้งครรภ์
            ทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีอยู่ 144 แห่งทั่วประเทศหยุดให้บริการไป 62 แห่ง ทำาให้ผู้หญิงจำานวนหนึ่งต้องตั้งครรภ์
            ต่อบนความไม่พร้อม และอีกจำานวนหนึ่งตัดสินใจสั่งยาทำาแท้งทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีความเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัย 43


            การประเมินสถานการณ์


                    พัฒนาการหรือความก้าวหน้า กติกา ICESCR ข้อ 12 กำาหนดให้รัฐภาคีต้องรับรองสิทธิของบุคคล

            ที่จะมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตตามมาตรฐานสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยต้องดำาเนินการต่าง ๆ เพื่อให้สิทธินี้เป็นจริง
            รวมถึงการป้องกัน รักษาและควบคุมโรค และได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
            โดยมาตรา 47 บัญญัติให้บุคคลมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ โดยบุคคลยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุข
            ของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ และบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตราย
            จากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และมาตรา 55 บัญญัติให้รัฐมีหน้าที่ต้องดำาเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุข

            ที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง ซึ่งเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย และรัฐบาลได้
            ประกาศให้เป็นโรคติดต่ออันตราย และทำาหน้าที่ในการที่จะป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายดังกล่าว ซึ่งในการ
            ควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่

            วันที่ 26 มีนาคม 2563 โดยรัฐบาลจำาเป็นต้องใช้มาตรการต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเพื่อป้องกัน
            และควบคุมโรค นอกจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว รัฐบาลสามารถที่จะดำาเนินการป้องกันและควบคุมโรค
            ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ได้ รัฐบาลไทยได้มีการเฝ้าระวังการระบาดของโรคโควิด 19 ตั้งแต่ในระยะ
            เริ่มแรก มีการรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดให้ประชาชนทราบเป็นระยะ ๆ กสม. ได้มีแถลงการณ์ชื่นชมการทำางาน
            ของทุกภาคส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ได้ทำาหน้าที่อย่างเต็มกำาลังความสามารถ

            ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 รวมทั้งได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับแนวทางดำาเนินการในสถานการณ์
            ดังกล่าว ทั้งการแก้ปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์และสิ่งจำาเป็นในการป้องกันโรค เช่น หน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์
            สำาหรับล้างมือ การออกมาตรการระงับยับยั้งการแพร่ระบาดที่กระทบต่อประชาชนควรคำานึงถึงความจำาเป็นและ

            ความได้สัดส่วนกับความเสี่ยงที่ประเมินแล้ว และการดูแลผลกระทบของโรคโควิด 19 ต่อประชากรกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ เช่น
            ผู้มีรายได้น้อย ประชาชนในชนบทห่างไกล คนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้ต้องขัง เป็นต้น เพื่อให้ประชากรกลุ่มดังกล่าวสามารถ
            เข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันที่จำาเป็น มีการดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง และได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที 44

                    ในภาพรวม กสม. เห็นว่ารัฐบาลได้ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพของประชาชนในสถานการณ์การแพร่
            ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรงได้อย่างมีประสิทธิผล สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคให้อยู่
            ในระดับที่บริหารจัดการได้โดยสอดคล้องกับความสามารถในการให้บริการด้านสาธารณสุขของประเทศ จนเป็นที่







                     43
                       จาก ยอดผู้ไม่พร้อมตั้งครรภ์สูงขึ้นในช่วงโควิด 19 ระบาด, โดย อมรินทร์, 2563. สืบค้นจาก https://www.amarintv.
            com/news/detail/41587
                     44
                       แถลงการณ์ กสม. เรื่อง สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2563. โดย คณะกรรมการ
            สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ



        54    คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
              National Human Rights Commission of Thailand
   51   52   53   54   55   56   57   58   59   60   61