Page 255 - รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563
P. 255

ศาลทราบถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอันสำาคัญประกอบการพิจารณาของศาลในการสั่งว่าคดีไม่มีมูล รวมทั้งสามารถ
               ระบุถึงบุคคล เอกสารหรือวัตถุมาเป็นพยานศาลเพื่อประกอบการวินิจฉัยสั่งคดีได้ ซึ่งทั้งสองมาตราได้มีการประกาศใน   ภาคผนวก

               ราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2562 และวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 ตามลำาดับ นอกจากนี้ สำานักงานอัยการ
               สูงสุดมีการปรับใช้มาตรา 21 ของพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 ที่ให้อำานาจพนักงาน
               อัยการเสนอต่ออัยการสูงสุดในการไม่สั่งฟ้องคดีหากเห็นว่าการฟ้องคดีอาญาดังกล่าวไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน ทั้งนี้
               ให้ใช้บังคับกับกรณีที่พนักงานอัยการไม่ยื่นคำาร้อง ไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกา ถอนฟ้อง ถอนคำาร้อง ถอนอุทธรณ์ และถอนฎีกา

               ด้วยโดยอนุโลม

                        3.2 กรณีที่รายงานว่ารัฐบาลยังไม่ได้ดำาเนินการปรับปรุงกรณีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
               แม้ว่าการลาออกของสองนักสิทธิมนุษยชนชื่อดังจะส่งผลให้คณะกรรมการมีองค์ประชุมไม่ครบตามกฎหมาย
               ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมก็ตาม


                            กรณีกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติลาออกจนทำาให้มีจำานวนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ไม่สามารถดำาเนินการ
               ประชุมตามกฎหมายได้ ส่งผลให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้นั้น ขอชี้แจงว่า ปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขแล้ว โดยตั้งแต่

               วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นมา ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงประธานศาลฎีกา
               และประธานศาลปกครองสูงสุดหลายฉบับเพื่อให้ร่วมกันดำาเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
               คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 60 วรรคสาม ประกอบมาตรา 22 จนกระทั่งเมื่อถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน
               2562 ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดได้ร่วมกันแต่งตั้งผู้ทำาหน้าที่เป็นกรรมการชั่วคราวจำานวน 4 คน

               ทำาให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสามารถเปิดประชุมเพื่อปฏิบัติหน้าที่ทั้งด้านส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
               ต่อไปได้ ในส่วนการพิจารณาร่างรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ค้างการพิจารณานั้น ระหว่าง
               วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2563 กสม. ได้พิจารณาเสร็จสิ้นไปทั้งหมดแล้ว (รวม 248 เรื่อง)



                        3.3 กรณีที่รายงานว่าเครือข่ายพันธมิตรระดับโลกว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (GANHRI)
               ประเมินสถานะของคณะกรรมการอยู่ในระดับตำ่ากว่ามาตรฐาน เนื่องจากกระบวนการสรรหาคณะกรรมการ และ

               การขาดความเป็นอิสระทางการเมือง

                            ขอชี้แจงว่า ในการลดสถานะของ กสม. ในปี 2558 GANHRI ได้ให้เหตุผล 3 ประการ คือ

               1) บทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวกับการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม
               2) การที่กฎหมายไม่มีบทบัญญัติให้ความคุ้มกันแก่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจากการถูกฟ้องในกรณีปฏิบัติหน้าที่
               โดยสุจริต และ 3) ความล่าช้าในการจัดทำารายงานการชุมนุมทางการเมืองในปี 2553 และ 2556 โดยมิได้มีเหตุผล
               เรื่องการขาดความเป็นอิสระทางการเมืองแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม กสม. ชุดปัจจุบันได้ดำาเนินการเพื่อให้มีการแก้ไข

               กฎหมายใน 2 ประเด็นแรกโดยมีการชี้แจงทำาความเข้าใจกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทำาให้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติ
               ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 ในส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการสรรหา
               และความคุ้มกันในการปฏิบัติหน้าที่ของ กสม. สอดคล้องกับข้อเสนอแนะของ GANHRI สำาหรับปัญหาความล่าช้า
               ในการจัดทำารายงานการชุมนุมทางการเมืองในประเด็นที่ 3 นั้น กสม. ได้มีการกำาหนดแนวทางการทำางานให้สามารถ

               ตอบสนองต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่สำาคัญในประเทศได้อย่างทันเหตุการณ์แล้ว และ กสม. จึงขอให้ GANHRI ทำาการ
               ประเมินสถานะของ กสม. คืนสู่สถานะเดิม และปัจจุบันอยู่ในระหว่างการประเมินสถานะ







                                                                                          รายงานผลการประเมินสถานการณ์
                                                                                     ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563  253
   250   251   252   253   254   255   256   257   258   259   260