Page 105 - รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2562
P. 105
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
National Human Rights Commission of Thailand 104
กฎหมายหลักที่คุ้มครองเด็กจากการถูกกระท�ารุนแรงมี 2 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546
และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระท�าด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 แต่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2562
ได้มีการตราพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 เพื่อใช้แทนกฎหมายคุ้มครอง
ผู้ถูกกระท�ารุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 โดยกฎหมายฉบับใหม่ได้ก�าหนดให้การกระท�าความรุนแรงในครอบครัวที่เป็น
ความผิดทางอาญาสามารถยอมความได้เมื่อผู้กระท�าความรุนแรงได้ปฏิบัติตามค�าสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพครบถ้วนแล้ว 216
รวมทั้ง ได้ก�าหนดให้มีศูนย์ส่งเสริมและคุ้มครองครอบครัวทุกพื้นที่เพื่อเป็นกลไกในการรับแจ้งเหตุการณ์การกระท�ารุนแรง
ในครอบครัวและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกกระท�ารุนแรง ซึ่งองค์กรภาคประชาสังคมบางส่วนมีข้อห่วงกังวลว่า กฎหมาย
ดังกล่าวมีบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้มีการไกล่เกลี่ยกรณีการกระท�ารุนแรงในครอบครัว อาจมีการให้ความส�าคัญกับ
การคงไว้ซึ่งสถาบันครอบครัวมากกว่าผลกระทบที่อาจเกิดกับผู้ถูกกระท�ารุนแรง และอาจท�าให้ผู้เสียหายมีความเสี่ยง
ที่จะถูกกระท�ารุนแรงซ�้า อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 รัฐบาลได้ออกพระราชก�าหนดแก้ไขเพิ่มเติม
พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 เพื่อขยายก�าหนดเวลาในการมีผล
ใช้บังคับของกฎหมายฉบับดังกล่าวเนื่องจากความไม่พร้อมในด้านความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์
ของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดท�าร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. .... ซึ่งมีวัตถุประสงค์ส�าคัญ
คือ การปรับปรุงกลไกและกระบวนการคุ้มครองเด็กโดยเพิ่มคณะกรรมการระดับเขตและพื้นที่ การก�าหนดกระบวนการ
และวิธีปฏิบัติในการคุ้มครองเด็กอย่างเป็นรูปธรรม เพิ่มกลุ่มเป้าหมายที่จะได้ความคุ้มครองให้รวมถึงเด็กอายุต�่ากว่า
18 ปีทุกกรณี รวมถึงการคุ้มครองเด็กที่เกิดด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์แบบเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ นอกจากการถูกกระท�ารุนแรงในครอบครัวแล้ว ยังพบการกระท�ารุนแรงต่อเด็กในสถานศึกษา ข้อมูล
จากกรมสุขภาพจิตพบว่า การส�ารวจในโครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัดเมื่อปี 2560 มีเด็ก
ถูกรังแกในสถานศึกษาปีละประมาณ 6 แสนคน โดยเด็กที่ครอบครัวใช้ความรุนแรงหรือเด็กที่ป่วยโรคทางจิตเวชมักเป็น
กลุ่มผู้รังแก ส่วนเด็กที่มีความเสี่ยงถูกรังแกสูงคือ เด็กที่มีปัญหาพัฒนาการช้า เด็กพิการ กลุ่มที่เป็นเด็กพิเศษ หรือ
กลุ่มเพศทางเลือก และยังพบว่า สื่อและเทคโนโลยีมีบทบาทส�าคัญและเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกลั่นแกล้ง โดยกลุ่ม
เยาวชนไทยมากกว่าร้อยละ 50 มีพฤติกรรมกลั่นแกล้งผ่านโลกไซเบอร์และคุกคามผู้อื่นผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในปี 2560
พบนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3 ร้อยละ 45 มีประสบการณ์เกี่ยวกับการกลั่นแกล้งทางโลกไซเบอร์
อย่างน้อย 1 ครั้ง มากกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น 4 เท่า คนที่รังแกคือเพื่อนสนิท เพื่อนคนอื่น ๆ
ในห้อง - นอกห้องและต่างระดับชั้น ส่วนคนที่ถูกรังแก คือ เด็กไม่ค่อยสู้คน เด็กที่แตกต่าง เด็กเรียนรู้ช้า ออทิสติก
เด็กรักเพศเดียวกัน เด็กที่ไม่ค่อยมีเพื่อน 217
216
จาก ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว
พ .ศ. ...., โดย ส�านักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, 2562 . สืบค้นจาก http://web.krisdika.go.th/data/outsitedata/cosok/
file/14-1-61-3.pdf
217
จาก “การรังแกกัน” จาก ร.ร. สู่ออนไลน์ต้องไม่ตอบโต้กลับแบบเดียวกัน, โดย คมชัดลึก, 2562. สืบค้นจาก
https://www.komchadluek.net/news/edu-health/378907

