Page 93 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559
P. 93

จังหวัดชายแดนภาคใต้ สตรีกลุ่มชาติพันธุ์ สตรีและเด็กหญิงย้ายถิ่นข้ามพรมแดน ผู้ต้องขังสตรี สตรีพิการ สตรีในพุทธศาสนา
        (กรณีภิกษุณี) สตรีนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ รวมทั้งข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ กสม.

        มีต่อรัฐบาล เช่น การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ เพื่อมิให้มีบทบัญญัติที่ให้ศาลอนุญาตให้เด็กชายอายุไม่เกิน ๑๘ ปี
        ที่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับเด็กหญิงอายุเกิน ๑๓ ปี แต่ต�่ากว่า ๑๕ ปี โดยที่เด็กหญิงยินยอม สามารถแต่งงานกับเด็กหญิงได้
        การเร่งปรับปรุงกลไกในการติดตามการพิจารณาคดีค้ามนุษย์และมีหน่วยงานตรงที่รับผิดชอบอย่างเป็นระบบมากขึ้น
        เพื่อสนับสนุนให้การบังคับคดีค้ามนุษย์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การใช้มาตรการพิเศษชั่วคราวเพื่อก�าหนดสัดส่วนให้แรงงานสตรี
        มีส่วนร่วมในการตัดสินใจทุกระดับ การพิจารณาและประยุกต์ใช้มติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ ๑๓๒๕

        (ค.ศ. ๒๐๐๐) เกี่ยวกับสตรี สันติภาพ และความมั่นคง มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติตามความเหมาะสมในพื้นที่จังหวัดชายแดน
        ภาคใต้ การสนับสนุนให้สตรีกลุ่มชาติพันธุ์มีการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายเพื่อส่งเสริมความรู้ในการพัฒนาศักยภาพและ
        ปกป้องสิทธิมนุษยชนของสตรี การพิจารณาปรับปรุงให้แรงงานสตรีและเด็กหญิงย้ายถิ่นสามารถเข้าถึงการท�างานที่ถูกต้อง

        ตามกฎหมายเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองด้านแรงงานโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ การให้มีมาตรการจัดสถานที่เฉพาะให้ผู้ต้องขัง
        ที่ตั้งครรภ์จนกว่าจะคลอดและมีสถานเลี้ยงทารกนอกเรือนจ�าเพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กให้มีพัฒนาการทั้งร่างกายและจิตใจ
        ที่เหมาะสมตามวัย การก�าหนดมาตรการเชิงรุกและด�าเนินการป้องกันสตรีและเด็กหญิงพิการจากการถูกกระท�าด้วยความรุนแรง
        การพิจารณาทบทวนระเบียบต่าง ๆ ของหน่วยงานรัฐที่เลือกปฏิบัติจ�ากัดสิทธิและเสรีภาพของภิกษุณีและสามเณรีในการ
        นับถือศาสนา และการพิจารณาทบทวนกฎหมายต่าง ๆ รวมทั้งนโยบายและแนวปฏิบัติไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ

        เพศภาวะ และเพศวิถี ทั้งนี้ คณะกรรมการประจ�าอนุสัญญา CEDAW จะพิจารณารายงานของไทยในเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๐
        ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส และจะมีข้อเสนอแนะต่อประเทศไทยเพื่อน�าไปปฏิบัติต่อไป



                 ๔)  กสม. ได้ด�าเนินงานเกี่ยวกับการส่งเสริมให้มีการปฏิบัติตามพันธกรณีในสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี
                     โดยการให้ข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะแก่หน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในเรื่องการปรับปรุง
        แก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของสนธิสัญญาบางฉบับที่ส�าคัญ ได้แก่ การให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุง
        กฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or
        Degrading Treatment or Punishment – CAT) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการ

        หายสาบสูญโดยถูกบังคับ (Convention on the Protection of All Persons from Enforced Disappearance – CED)
        ซึ่ง กสม. ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมในคณะท�างานพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับ
        บุคคลให้สูญหาย พ.ศ. .... ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๗ มาเป็นระยะ ๆ และได้ให้

        ข้อคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ บนพื้นฐานของรายงานผลการพิจารณาเพื่อเสนอแนะนโยบายหรือข้อเสนอในการปรับปรุง
        กฎหมายของ กสม. เรื่องการอนุวัติกฎหมายไทยตามอนุสัญญา CAT และ CED รวมถึงพันธกรณีที่ไทยต้องปฏิบัติตามอนุสัญญา
        CAT หรือพันธกรณีที่ไทยจะต้องปฏิบัติภายหลังจากการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา  CED แล้ว ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฯ
        ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับหลักการและบทบัญญัติที่ส�าคัญของอนุสัญญา CAT และ CED
        เป็นส่วนใหญ่ เช่น กรณีอนุสัญญา CAT ร่างพระราชบัญญัติฯ รองรับพันธกรณีในเรื่องของนิยามการทรมาน และการกระท�า

        หรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย�่ายีศักดิ์ศรี (ข้อ ๑ และ ๑๖) การห้ามการทรมานไม่ว่าในสถานการณ์พิเศษใด ๆ
        (ข้อ ๒) การห้ามส่งบุคคลไปยังดินแดนที่อาจถูกทรมาน (ข้อ ๓) และการก�าหนดให้การทรมานเป็นความผิดอาญา
        และมีบทลงโทษที่เหมาะสม ในส่วนของอนุสัญญา CED ร่างพระราชบัญญัติฯ รองรับพันธกรณีในเรื่องของการห้ามบังคับ

        บุคคลให้สูญหายไม่ว่าในสถานการณ์พิเศษใด ๆ (ข้อ ๑) การก�าหนดนิยามการบังคับบุคคลให้สูญหาย (ข้อ ๒) การก�าหนด
        ให้เป็นความผิดอาญาและมีบทลงโทษและอายุความที่เหมาะสม (ข้อ ๔, ๗ และ ๘) และการก�าหนดความรับผิดของผู้บังคับ
        บัญชา (ข้อ ๖) ทั้งนี้ สถานะของร่างพระราชบัญญัติฯ เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๙ ได้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้วและ
        อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ทั้งนี้ เมื่อร่างพระราชบัญญัติฯ ผ่านการพิจารณาของ
        คณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว จะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และหากผ่านการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ

        ดังกล่าวจะได้รับการประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป


                ร�ยง�นผลก�รปฏิบัติง�นคณะกรรมก�รสิทธิมนุษยชนแห่งช�ติ  84  ประจำ�ปีงบประม�ณ พ.ศ. ๒๕๕๙
   88   89   90   91   92   93   94   95   96   97   98