Page 153 - รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ
P. 153
ข้อคิดเห็นและข้อเสนอของประชาชน
(๑) การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำาหนดหรือการปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐ
จะต้องได้รับการยอมรับในทางกฎหมาย และต้องกำาหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
(๒) การสร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วม ในกรณีพื้นที่ที่มีปัญหาการจับกุมดำาเนินคดี
จำาเป็นต้องคลี่คลายปัญหาในเรื่องคดีความ และปัญหาทางกฎหมาย เช่น การใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์
ในเขตปฏิรูปที่ดินการทำาประโยชน์ในพื้นที่ลาดชันเกิน ๓๕% หรือการเปลี่ยนสิทธิการถือครองที่ดิน
เนื่องจากพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นพื้นที่เหมาะสมต่อการท่องเที่ยว เป็นต้น
(๓) รัฐต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดในการสงวนหวงห้ามที่ดิน เนื่องจากจำานวนประชากร
เพิ่มจำานวนมากขึ้น และประเทศมีการพัฒนาเศรษฐกิจไปอย่างมาก แต่ยังใช้แนวคิดสงวนหวงห้ามที่ดิน
ของรัฐไว้เหมือนกับในยุคที่ประชากรมีจำานวนน้อย และเศรษฐกิจยังไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่
สอดคล้องกับข้อเท็จจริงปัจจุบัน
(๔) การใช้แนวเขตที่ประชาชนมีส่วนร่วมและยอมรับ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๓ มาเป็น
บรรทัดฐานในการปรับปรุงแนวเขต เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่อำาเภอวังนำ้าเขียว
(๕) การเร่งปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐ โดยการตั้งคณะกรรมการที่ทุกฝ่ายยอมรับ
และมีอำานาจในการตัดสินใจ เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่อำาเภอวังนำ้าเขียวเป็นการเฉพาะ
(๖) เสนอให้หน่วยงานของรัฐ ได้แก่ สำานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และภาคประชาชน ร่วมกันทำางานวิจัยพื้นที่อำาเภอวังนำ้าเขียว
เป็นตัวอย่างนำาร่องในการจัดการที่ดิน เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำาหรับการตัดสินใจในทางนโยบาย ในการแก้ไข
ปัญหาการทับซ้อนพื้นที่ของรัฐและประชาชน โดยต้องชะลอการบังคับใช้กฎหมายไว้ก่อน
(๗) การปรับปรุงแก้ไขแนวเขตต้องดำาเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยงานรัฐ สร้างการ
มีส่วนร่วมและรับฟังประชาชน มากกว่าการให้นักการเมืองในรัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจ
4.1.4 กรณีแนวเขตหวงห้ามที่ดิน และหนังสือส�าคัญที่หลวง (น.ส.ล.) ทับซ้อน
ที่อยู่อาศัยและที่ดินท�ากิน พื้นที่หนองหาร อ�าเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(1) ปัญหาการทับซ้อนแนวเขตที่ดินของรัฐในพื้นที่
หนองหาร เป็นหนองนำ้าธรรมชาติขนาดใหญ่ที่ชุมชนโดยรอบได้ใช้ประโยชน์มาตั้งแต่อดีต
ถึงปัจจุบัน โดยรัฐได้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ ในปี พ.ศ.๒๔๗๗ ซึ่งในขณะนั้นระบุขอบเขตว่า
จดขอบหนองทั้ง ๔ ด้าน จึงไม่ทราบแนวเขตที่แน่นอน เพียงแต่ระบุความกว้างเป็น “เส้น” ซึ่งสามารถ
คำานวณเนื้อที่ได้ประมาณ ๔๘,๕๗๐ ไร่ จากนั้นจึงได้มีพระราชกฤษฎีกากำาหนดเขตหวงห้ามที่ดิน ในปี
พ.ศ.๒๔๘๔ มีเนื้อที่ประมาณ ๑๑๙,๗๓๒ ไร่ แต่หน่วยงานของรัฐไม่สามารถชี้ระวังแนวเขตที่ชัดเจนตามแผนที่
แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาฯ ได้
152 การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำาหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ

