Page 24 - รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2556
P. 24
23
รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำาปี ๒๕๕๖
ร้องเรียนว่ามีการใช้ความรุนแรงในการจับกุม ควบคุมตัว การซ้อมทรมานเพื่อให้รับสารภาพ หรือ
การเหวี่ยงแหจับกุมโดยการขาดการหาพยานหลักฐานที่ชัดเจน ทำาให้มีผู้ถูกจับกุมดำาเนินคดี
ในกระบวนการทางศาลเป็นจำานวนมาก ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมมีความล่าช้า นำาไปสู่การทำาให้ผู้ที่มี
ความเห็นต่างไปสร้างเงื่อนไขในการลดความชอบธรรมในการทำาหน้าที่ของฝ่ายรัฐ ทั้งในด้านความมั่นคง
และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือว่าไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการบริหารและพัฒนา
จังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๗ ที่ให้ความสำาคัญกับการให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนใน
พื้นที่โดยยึดหลักนิติรัฐและเคารพหลักสิทธิมนุษยชน ประกอบกับหลักการในเรื่องสิทธิในกระบวนการ
ยุติธรรมที่บัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำาหนดว่า บุคคลย่อมเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย
สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง (มาตรา ๔๐) และกำาหนดให้รัฐต้องดำาเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมาย
และการยุติธรรม โดยดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็ว
เป็นธรรม และทั่วถึง คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจากการล่วงละเมิด ทั้งโดยเจ้าหน้าที่รัฐ
และโดยบุคคลอื่นและต้องอำานวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน (มาตรา ๘๑)
ส่วนด้านการเยียวยาผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ มติคณะรัฐมนตรีและระเบียบ
ที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาโดยภาครัฐที่ได้เพิ่มอัตราการเยียวยาผู้เสียหายกรณีได้รับผลกระทบจากการ
ก่อความไม่สงบให้เท่าเทียมกับกรณีที่เกิดจากการกระทำาของเจ้าหน้าที่รัฐอันเกี่ยวเนื่องกับความไม่สงบ
เห็นได้ว่า รัฐมีความพยายามในการดำาเนินการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่
ภาคใต้ให้เกิดความเท่าเทียมกันในทุกภาคส่วนตามรัฐธรรมนูญ ในส่วนกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง
กับการเยียวยาตามรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งสอดรับกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการ
ได้วางหลักประกันว่าบุคคลใดที่ถูกละเมิดต้องได้รับการเยียวยาอย่างเป็นผลจริงจัง โดยไม่ต้องคำานึงว่า
การละเมิดนั้นจะได้กระทำาโดยบุคคลผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือไม่
การประเมินการเตรียมการเข้าเป็นภาคี
สนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๐ ในการเข้า
เป็นภาคี ไทยได้ทำาคำาแถลงตีความเข้าใจการดำาเนินการตามบทบัญญัติของอนุสัญญาฯ ว่าจะเป็นไปตาม
ประมวลกฎหมายอาญาของไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันใน ๓ ข้อ รวมถึงข้อ ๑ ในประเด็นเรื่องนิยามของ
“การทรมาน” โดยไทยจะได้ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของอนุสัญญาฯ ต่อไป

