Page 174 - รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2556
P. 174
173
รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำาปี ๒๕๕๖
จัดสรรงบประมาณให้ดำาเนินการโครงการวิชาการสัญจรเป็นประจำาอย่างต่อเนื่องทุกปี โครงการดังกล่าว
มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจบทบัญญัติแห่งกฎหมายใหม่ๆ ที่มีการประกาศใช้บังคับ
ให้แก่ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมทั่วประเทศทราบและเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายใหม่
เพื่อให้แนวทางการบังคับใช้กฎหมายใหม่ดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองและรักษา
สิทธิเสรีภาพของประชาชนได้อย่างเสมอภาคเหมาะสม ฉะนั้น เมื่อการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
กับอนุสัญญาทั้งสองฉบับแล้วเสร็จและประกาศใช้บังคับ สำานักงานศาลยุติธรรมจะได้ดำาเนินการ
เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวให้แก่ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม
โดยการอบรมเพิ่มความรู้และทักษะให้แก่ข้าราชการตุลาการและข้าราชการศาลยุติธรรมเป็นประจำา
อย่างต่อเนื่องทุกปี ดังนั้น สำานักงานศาลยุติธรรมจะนำาข้อเสนอแนะนโยบายดังกล่าวให้คณะกรรมการ
พัฒนาหลักสูตรข้าราชการตุลาการและข้าราชการศาลยุติธรรมพิจารณาดำาเนินการสอดแทรกเรื่อง
สิทธิมนุษยชน รวมถึงการป้องกันและคุ้มครองบุคคลจากการถูกกระทำาทรมานไว้ในหลักสูตรต่อไป
อีกทางหนึ่ง
๓. กระทรวงกลาโหม แจ้งว่า
๓.๑ ข้อเสนอแนะนโยบายเกี่ยวกับการใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงในกรณีต่างๆ ที่
ให้ทหารมีอำานาจเข้ามาระงับเหตุนั้นจะกระทำาต่อเมื่อสถานการณ์มีความรุนแรงมาก
จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำารวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐอื่นใดไม่สามารถระงับเหตุได้ การใช้อำานาจ
ยังคงเป็นไปตามขอบเขตที่กฎหมายกำาหนดและตามความจำาเป็นแห่งสถานการณ์ และ
เมื่อสถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลายลง เจ้าหน้าที่ตำารวจ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นที่เกี่ยวข้อง
ก็จะกลับมาปฏิบัติหน้าที่บังคับใช้กฎหมายต่อไป
๓.๒ สำาหรับการสอดแทรกเรื่องสิทธิมนุษยชนไว้ในการฝึกอบรมของเจ้าหน้าที่ ตลอดจน
การเผยแพร่ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ในสังกัด กระทรวง
กลาโหมได้จัดให้มีการบรรยายให้ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนไว้ในหลักสูตรต่างๆ ทางทหาร
การจัดทำาหัวข้อวิชาและหลักสูตรสิทธิมนุษยชน และดำาเนินการอบรมเกี่ยวกับประเด็น
ด้านสิทธิมนุษยชนให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นประจำาอยู่แล้ว
๔. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แจ้งว่า กฎหมาย กฎเกณฑ์ คำาสั่ง วิธีการ
และแนวปฏิบัติของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยังไม่มีที่ขัดหรือแย้งกับ
การคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหายตามอนุสัญญาดังกล่าว ส่วนพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็น
บุตรบุญธรรม พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๓ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ เพื่อให้สอดคล้องกับ
อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองเด็กและความร่วมมือในการรับรองบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศ และ
พิธีสารเลือกรับต่อท้ายอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เรื่องการค้าเด็ก การค้าประเวณีเด็ก และสื่อลามก
ที่เกี่ยวกับเด็ก ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีแล้ว

