Page 229 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
P. 229
ผ - | ๙๕
กรณีร้องเรียนที่ ๕๑๐/๒๕๕๐ รายงานที่ ตส. ๔๖๗/๒๕๕๐
เรื่อง สิทธิชุมชน กรณีราษฎรที่อาศัยอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ําปราจีนบุรีได้รับความเดือดร้อนจากตลิ่งแม่น้ําพัง
สภาพปัญหา
การดําเนินการขุดลอกคลองลําพะเนียง ได้รุกล้ําเข้าไปในที่ดินของชาวบ้าน ทําให้สูญเสียที่ดิน โดยไม่
ยินยอม และขนาดของคลอง และคันคลองที่ทําการขุดลอกใหม่ ทําให้ชาวบ้านไม่สามารถใช้ประโยชน์จากคลอง
ลําพะเนียงได้เช่นเดิม ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชาวบ้านที่อยู่ในแนวติดคลองลําพะเนียง
๑. จากคําชี้แจงของผู้ร้องและชาวบ้าน พบว่า การชี้แจงของกรมชลประทานไม่ครอบคลุมครบถ้วน ทํา
ให้เข้าใจเพียงว่า จะมีการขุดลอกลําคลองเดิมเท่านั้น โดยไม่ทราบว่าจะมีการทําคันคลองทั้งสองฟากคลอง และมี
ผลกระทบถึงเนื้อที่ของที่ดินของตน ประกอบกับลําคลองเดิมมีความคดเคี้ยวตามธรรมชาติ จนกระทั่งเมื่อมีการ
ก่อสร้างแล้ว จึงพบว่ามีการขยายคลองและทําคันคลองทั้งสองฟาก รวมแล้วกว้างถึง ๕๐ – ๗๐ เมตร ทําให้
ราษฎรบางรายสูญเสียที่ดินทํากินหมดไปทั้งแปลง หรือเหลือที่ดินไม่เพียงพอที่จะทํากินต่อไป
๒. จากการก่อสร้างคันคลองเป็นถนนสูงจากระดับพื้นดิน โดยเฉลี่ยประมาณ ๒ เมตร ซึ่งคันคลอง
ดังกล่าวกลายเป็นเขื่อนกั้นน้ํามิให้น้ําจากที่ทํากินไหลลงคลองได้ แม้จะมีการสร้างประตูระบายน้ํา แต่เป็นประตู
ขนาดเล็ก แต่ละจุดอยู่ห่างไกลกัน และระดับประตูสูงกว่าระดับน้ําท่วมขัง เป็นผลให้น้ําท่วมที่ทํากินของราษฎร
เป็นเวลานาน นอกจากนี้ ผลของความสูงของคันคลองเป็นผลให้ในฤดูแล้งชาวบ้านไม่สามารถที่จะนําน้ําจาก
คลองลําพะเนียง เข้าสู่พื้นที่เกษตรของตนได้ เว้นแต่จะใช้เครื่องสูบน้ําที่มีกําลังสูง
๓. จากการลงพื้นที่พบว่า สภาพสองฝั่งลําน้ําลําพะเนียงที่ยังไม่ขุดลอก ยังมีสภาพที่มีพืชพรรณ ต้นไม้
ขึ้นปกคลุมทั้งสองฝั่งคลองลําพะเนียงอย่างร่มรื่นสมบูรณ์ ซึ่งจากภาพถ่ายของกรมชลประทานเองก็แสดงสภาพให้
เห็นเช่นนั้น แต่เมื่อมีการขุดลอกขยายคลอง และสร้างคันถนนสองฝั่งคลองตามโครงการนี้ ทําให้สภาพสองฝั่ง
คลองแห้งแล้ง มีเฉพาะถนนดินและน้ํา ไม่มีต้นไม้ใหญ่ซึ่งเคยให้ความร่มรื่นแต่อย่างใด ถือเป็นการเปลี่ยนแปลง
ระบบนิเวศของคลองลําพะเนียง บริเวณที่มีโครงการดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง
แต่เนื่องจากเรื่องร้องเรียนกรณีนี้ ได้มีการฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาลปกครองขอนแก่น จึงเป็นการ
ต้องห้ามมิให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามนัยมาตรา ๒๒ แห่ง
พระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่บัญญัติว่า “ในกรณีที่มีการกระทําหรือการ
ละเลยการกระทําอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และมิใช่เป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล หรือที่ศาล
พิพากษาหรือมีคําสั่งเด็ดขาดแล้ว ให้คณะกรรมการมีอํานาจตรวจสอบและเสนอมาตรการการแก้ไขตาม
พระราชบัญญัตินี้” คณะอนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรน้ํา ชายฝั่ง และแร่ จึงเห็นสมควรให้ยุติเรื่อง
มติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
• รัฐบาลเร่งรัดให้มีการออกกฎหมายรองรับอํานาจของคณะกรรมการลุ่มน้ํา (โดยกระบวนการมี
ส่วนร่วมบริหารน้ําของชุมชน) ขึ้นมาบริหารจัดการในการใช้น้ํา โดยมีเนื้อหาให้ความสําคัญกับผู้มีสิทธิใช้น้ําและ
เกษตรกรรมรายย่อยก่อน และจัดการให้เกษตรกรรมรายใหญ่และภาคอุตสาหกรรมเป็นลําดับรองลงไป ทั้งนี้ ให้
เริ่มดําเนินการภายในระยะเวลา ๖๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับรายงานผลการศึกษา
รายงานฉบับสมบูรณ์ “โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนว ง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา”

