Page 227 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
P. 227
ผ - | ๙๓
ป่าสักในอดีตได้ จนในที่สุดแล้วพื้นที่บริเวณรอบโรงไฟฟ้าแก่งคอย ๒ จะกลายเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมเต็มพื้นที่
ทําให้ประชาชนและชุมชนไม่อาจอาศัยอยู่ และประกอบอาชีพตามวิถีชีวิตเดิมได้ จนเป็นปัญหาร้ายแรงระดับชาติ
ดังเช่นกรณีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
ในกรณีนี้ กระบวนการพัฒนาโรงไฟฟ้า และพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรม เป็นตัวอย่างของการดําเนินการ
โดยละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชน อันจะนําไปสู่การละเมิดสิทธิชุมชนในขั้นรุนแรงในอนาคต
มติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
• กรมทรัพยากรน้ํา โดยคณะกรรมการจัดการลุ่มน้ําป่าสัก จัดให้มีการทําสัญญาประชาคมระหว่าง
กรมชลประทาน ประชาชนในพื้นที่ และบริษัทกัลฟ์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จํากัด เพื่อให้กรมชลประทานสั่งให้
บริษัทกัลฟ์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จํากัด หยุดการใช้น้ําจากแม่น้ําป่าสักทันที เมื่อพบว่าเกิดปัญหาความขาดแคลน
น้ําสําหรับการอุปโภค บริโภค และเกษตรกรรม ทั้งนี้ ให้เริ่มดําเนินการภายในระยะเวลา ๓๐ วัน นับแต่วันที่
ได้รับรายงานผลการตรวจสอบ
• กรมทรัพยากรน้ํา โดยคณะกรรมการจัดการลุ่มน้ําป่าสัก จัดให้มีการทําสัญญาระหว่างกรม
ชลประทานกับบริษัทกัลฟ์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จํากัด ให้ บริษัทกัลฟ์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จํากัด พร้อมที่จะใช้น้ํา
จากทางเลือกอื่น ได้แก่ น้ําจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ น้ําจากประตูน้ําพระราม ๖ น้ําจากแหล่งน้ําใต้ดิน สําหรับการใช้
ในกิจกรรมของโรงไฟฟ้า ในกรณีที่ในอนาคตปริมาณน้ําในแม่น้ําป่าสักไม่เพียงพอสําหรับการอุปโภค บริโภค และ
เกษตรกรรม ทั้งนี้ ให้เริ่มดําเนินการภายในระยะเวลา ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับรายงานผลการตรวจสอบ
• จังหวัดสระบุรีจัดทําแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับภาคประชาสังคม
อําเภอแก่งคอย เพื่อป้องกันผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสิทธิชุมชนจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่จะตามมาภายหลังมี
โรงไฟฟ้าแก่งคอย ๒ ทั้งนี้ ให้เริ่มดําเนินการภายในระยะเวลา ๙๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับรายงานผลการตรวจสอบ
การแก้ไขปัญหาของหน่วยงานตามมติของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
จังหวัดสระบุรีได้มีหนังสือที่ สบ ๐๐๑๓.๒/๑๖๖๐ ลงวันที่ ๓๑ ม.ค. ๒๕๕๑ ชี้แจงว่า จังหวัดสระบุรี
ได้แต่งตั้งคณะกรรมการฯ เพื่อดําเนินการ โดยเนื่องจากในการจัดทําแผนจําเป็นต้องดําเนินการศึกษาวิเคราะห์
ข้อมูลโดยละเอียด รวมทั้งดําเนินการด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังนั้น จึงขอขยายระยะเวลาดําเนินการ
ออกไปอีก ๑๒๐ วัน นับจากวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๐ และมีแผนปฏิบัติงานจัดทําแผนฯ
ข้อมูลจากผู้ร้องเรียน น.ส. สุนันท์ พรหมยารักษ์ ในนามชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่งคอย ให้ข้อมูลว่า
กรมทรัพยากรน้ํา ยังไม่ได้ดําเนินการจึงขอเสนอว่าควรมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อติดตามผลการแก้ไข
ปัญหาดังกล่าว และควรจ้างผู้มีความรู้ความสามารถเพื่อประสานงานติดตามผลระหว่างหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง
กับประชาชน และควรมีการประชุมร่วมกันปีละครั้งเพื่อทางออกในการแก้ไขปัญหา และควรกําหนดตัวชี้วัดที่
ชัดเจนในการแก้ไขปัญหา ควรระบุว่า หากน้ําในเขื่อนลดลงต่ํากว่าร้อยละเท่าใดของปริมาณน้ําในเขื่อนแล้ว จึง
สั่งให้โรงงานหยุดใช้น้ําทันที และหยุดใช้เป็นระยะเวลากี่วัน แล้วประกาศให้ประชาชนทราบโดยทั่วกันเหมือนกับ
การที่ประชาสัมพันธ์ให้ชาวนาเลื่อนและหยุดการทํานา
รายงานฉบับสมบูรณ์ “โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนว ง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา”

