Page 185 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
P. 185
ผ - | ๕๑
กรณีร้องเรียนที่ ๖๗๓/๒๕๔๗ รายงานที่ ตส. ๓๒๕/๒๕๕๐
เรื่อง กรณีขอให้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากการก่อสร้างเขื่อนราศีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
สภาพปัญหา
โครงการเขื่อนราษีไศลซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ แต่เนื่องจากไม่มีการศึกษาผลกระทบ
สิ่งแวดล้อมก่อนก่อสร้างโครงการ ทําให้เมื่อมีการทดลองกักเก็บน้ําจึงก่อให้เกิดผลกระทบกับชาวบ้านจํานวนมาก
ชาวบ้านจึงเรียกร้องให้จ่ายค่าชดเชย โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการทั้งระดับชาติและท้องถิ่น เพื่อแก้ไขปัญหาขึ้น
หลายชุด แต่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกลับไม่ปฏิบัติตามหลักการของคณะกรรมการและข้อตกลงที่ตกลงร่วมกับ
ชาวบ้าน
ความเห็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
การสร้างฝายราษีไศล เป็นการสร้างโดยขาดความรู้ความเข้าใจ เรื่องป่าบุ่งทาม ทําให้ทรัพยากรซึ่งมี
คุณค่าถูกทําลายไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๓ เกี่ยวกับกรณี
ฝายราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ โดยให้
ก) ให้เปิดประตูระบายน้ําทั้ง ๗ บาน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในระยะเฉพาะหน้า
และให้พิสูจน์สิทธิการครอบครองและการใช้ประโยชน์ที่ดินด้วย
ข) ให้นําผลการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ที่อยู่ระหว่างการดําเนินการของสถาบันวิจัย
ทางสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ก่อนการตัดสินใจดําเนินการใด ๆ เกี่ยวกับฝาย
ราษีไศลในอนาคต
ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๓ กําหนดคํานิยามใช้เฉพาะโครงการฝาย
ราษีไศล เกี่ยวกับการทําประโยชน์ในที่ดิน โดยให้คํานิยามว่า “พื้นที่ที่ถือว่าทําประโยชน์ให้หมายความรวมถึงพื้นที่
ที่มีการครอบครองในลักษณะยึดถือเพื่อตน และทําประโยชน์ในที่ดินตามสภาพท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูก
พืชล้มลุก ไม้ผลยืนต้น เก็บฟืน การเก็บหาของป่า การเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ที่เป็นทุ่งหญ้าธรรมชาติ หรือพื้นที่พุ่มไม้ ซึ่ง
ได้เคยมีการทําประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้นมาแล้ว เว้นแต่เป็นพื้นที่ป่าสมบูรณ์”
จนปัจจุบัน (กรกฎาคม ๒๕๕๐) การพิสูจน์สิทธิก็ยังไม่เสร็จสิ้น กับทั้งในการพิสูจน์สิทธิยังไม่ได้มีการใช้
หลักเกณฑ์ตามคํานิยามตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ และผลการศึกษาผลกระทบ
ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของสถาบันวิจัยทางสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากการประสานข้อมูลกับผู้ร้อง
ทราบว่า ผลการศึกษาโดยรวมระบุว่าไม่มีความคุ้มทุนในการก่อสร้าง แต่ผลการศึกษานี้ยังไม่ผ่านการเห็นชอบ และ
ไม่เป็นไปตามแนวทางของกรมชลประทาน ส่วนผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นการศึกษาเรื่องดินเค็ม
ทราบว่า ผลการศึกษาเสร็จแล้วแต่ไม่สามารถขอเอกสารรายงานได้ ดังนั้น การที่กรมชลประทานได้ปิดประตู
ระบายน้ําไปแล้ว จึงไม่ใช่แนวทางในการแก้ไขปัญหาอันเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
รายงานฉบับสมบูรณ์ “โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา

