Page 180 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
P. 180

๔๖ | - ผ



            อุดมสมบูรณ์ จึงสมควรเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้ง ๓ แปลง แล้วนํากลับมาเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งทางราชการ

            อาจพิจารณาแก้ไขปัญหาที่จอดและเฝ้าเรือของประมงขนาดเล็กได้ต่อไป

                    นอกจากนี้ ป่าชายเลนเป็นทรัพย์สินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ที่พลเมืองใช้ร่วมกัน โดยเป็นแหล่งอนุบาล

            สัตว์น้ําวัยอ่อน การที่ออกเอกสารสิทธิ์และเปลี่ยนสภาพป่าชายเลนจึงเป็นการละเมิดสิทธิชุมชนโดยตรง


            มติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

                    ให้กรมที่ดิน เพิกถอนหนังสือรับรองการทําประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๙๓๓ ตําบลโขมง อําเภอท่าใหม่

            จังหวัดจันทบุรี  หนังสือรับรองการทําประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๙๓๒ ตําบลโขมง อําเภอท่าใหม่ จังหวัด
            จันทบุรี และหนังสือรับรองการทําประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๙๐๘ ตําบลโขมง อําเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี

            ทั้งนี้ ภายในระยะเวลา ๙๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับรายงานผลการศึกษา

                    ให้กรมการขนส่งทางน้ําและพาณิชยนาวี ร่วมกับจังหวัดจันทบุรี รับรองสิทธิของชุมชนในการจอดและเฝ้า

            เรือ และการใช้ประโยชน์อื่น ในพื้นที่ริมตลิ่งใต้ประตูระบายน้ําซึ่งเดิมติดกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทํา
            ประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๙๓๓ ตําบลโขมง อําเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ทั้งนี้ ให้เริ่มดําเนินการภายใน

            ระยะเวลา ๖๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับรายงานผลการศึกษา

            การแก้ไขปัญหาของหน่วยงานตามมติของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

                    กรมการขนส่งทางน้ําและพาณิชยนาวี ได้มีหนังสือเลขที่ คค ๐๓๐๕/๑๘๕๕ ลงวันที่ ๒๑-พ.ค.-๕๑ ชี้แจง

            ว่า ในกรณีดังกล่าวได้มีการปลูกสร้างอาคารสําหรับจอดเรือและอาคารบ้านพักอาศัยลงในบริเวณคลองวังโตนด

            ตําบลโขมง อําเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี อันเป็นแม่น้ําลําคลองที่อยู่ในอํานาจดูแลรักษาของกรมฯ โดยมิได้รับ
            อนุญาตและไม่อยู่ในลักษณะของสิ่งล่วงล้ําลําน้ําที่พึงอนุญาตได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๖๓ (พ.ศ.๒๕๓๗) ออกตาม

            ความในพระราชบัญญัติเดินเรือในน่านน้ําไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย จึงได้มีการแจ้ง

            ความดําเนินคดีกับผู้บุกรุก และศาลจังหวัดจันทบุรีมีคําพิพากษาในคดีอาญาว่าผู้บุกรุกทั้ง ๙ ราย มีความผิดตาม
            มาตรา ๑๑๗ และมาตรา ๑๑๘ แห่งพระราชบัญญัติเดินเรือในน่านน้ําไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖๖


                    สํานักงานการขนส่งทางน้ําที่ ๖ สาขาจันทบุรี ในฐานะเจ้าท่า จึงได้ออกคําสั่งให้ผู้บุกรุกทั้ง ๙ ราย รื้อถอน

            สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกไป และมีเพียง ๒ รายที่ทําการรื้อถอน ยังคงเหลือผู้บุกรุกอีก ๗ ราย ไม่ปฏิบัติตามคําสั่ง
            ให้รื้อถอนและได้อุทธรณ์คําสั่งดังกล่าว สํานักงานการขนส่งทางน้ําที่ ๖ สาขาจันทบุรี ผู้ออกคําสั่งได้พิจารณา

            อุทธรณ์แล้วไม่เห็นด้วยกับคําอุทธรณ์ และส่งเรื่องให้ปลัดกระทรวงคมนาคมผู้มีอํานาจพิจารณาอุทธรณ์พิจารณา
            และปลัดกระทรวงคมนาคมได้พิจารณายกอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ทั้ง ๗ ราย และในปัจจุบันเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่าง

            ดําเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย


                    กรมการขนส่งทางน้ําและพาณิชยนาวี ขอเรียนว่า บทบัญญัติ ม.๑๑๗  พรบ.การเดินเรือในน่านน้ําไทย

            พ.ศ.๒๕๔๖  กําหนดห้ามบุคคลปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ําลําน้ํา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากกรมฯ และจะต้องเป็นสิ่ง
            ล่วงล้ําลําน้ําที่พึงอนุญาตได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๖๓ (พ.ศ.๒๕๓๗) แต่เมื่อสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้ปลูกสร้างโดย




                     รายงานฉบับสมบูรณ์ “โครงการวิจัยเรื่อง รูปแบบ แนวทาง และมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา
   175   176   177   178   179   180   181   182   183   184   185