Page 75 - รายงานประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี 2551 - 2552
P. 75
73
73
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
คณะกรร
คณะกรรมการเพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศ
ว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหาย
เป็นเรื่องน่ายินดีที่รัฐบาลได้ริเริ่มและให้ความสนใจในปัญหาการบังคับให้บุคคลสูญหาย
(Enforced or Involuntary Disappearances) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “การอุ้มหาย” โดยการแต่งตั้ง
คณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาและเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับความพร้อมของประเทศไทย ในการ
เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการถูกบังคับให้
สูญหายโดยไม่สมัครใจ (The Convention for Protection of all Persons from Enforced Dis-
appearance) แต่ในขณะเดียวกัน รัฐควรเร่งดำาเนินการเพื่อคลี่คลายเรื่องที่ยังเป็นที่ค้างคาใจ
ของญาติมิตรของผู้สูญหายอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นกรณี ทนายสมชาย นีละไพจิตร กรณีนายกมล
เหล่าโสภาพันธ์ (จากจังหวัดขอนแก่น) หรือกรณีเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ ที่บรรดาญาติมิตร
ได้มีการร้องเรียนมายังนายกรัฐมนตรีและสื่อมวลชน เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ เพื่อให้มีการ
ตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ปริศนาที่จมอยู่ใกล้เกาะแสมสาร บริเวณอ่าวไทย แม้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะได้
แถลงว่าพบเพียงตู้เปล่า (เพียงหนึ่งใบ) แต่ก็ยังมีตู้อื่นๆ ที่ยังมิได้ตรวจสอบโดยละเอียดอีกหลายใบ
ความสงสัยจึงยังไม่ได้รับการคลี่คลาย
การลงโทษประหารชีวิต
จากการติดตามข้อมูลพบว่า ประเทศไทยได้งดเว้นการประหารชีวิตมาเป็นเวลา ๖ ปีแล้ว
แม้ศาลจะมีการพิพากษาลงโทษประหารชีวิตในหลายกรณี แต่เป็นที่น่าเสียดายยิ่งว่า มีการลงโทษ
ประหารชีวิตผู้ต้องขัง เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา ถือเป็นการปฏิบัติที่สวนทางกับกระแส
โลก โดยในการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ เมื่อปี ๒๕๕๑ มีมติให้ระงับการลงโทษประหารชีวิต
ทั่วโลก แต่รัฐบาลไทยในขณะนั้นกลับลงมติคัดค้าน ทั้งนี้ โดยหลักสากลแล้ว โทษประหารชีวิต
ถือเป็นการล่วงละเมิดสิทธิในการมีชีวิต และถือว่าเป็นการกระทำาที่เป็นการปฏิบัติหรือลงทัณฑ์ซึ่ง
ทารุณโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำายีศักดิ์ศรี ตามมาตรา ๕ ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
เนื่องจาก ประเด็นโทษประหารชีวิตเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชน กสม.
จึงได้จัดเสวนาเพื่อรวบรวมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ โดยผล
ของการเสวนามีข้อคิดเห็นที่แตกต่างและหลากหลาย ซึ่งสรุปภาพรวมได้ใน ๒ ประเด็น กล่าวคือ

