Page 37 - รายงานประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี 2551 - 2552
P. 37
35
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๑.๒ สิทธิในข้อมูลข่�วส�รของร�ชก�ร
สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของราชการ เป็นหลักประกันที่ทำาให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลที่
ถูกต้องและเพียงพอ และเป็นช่องทางที่นำาไปสู่สิทธิในการมีส่วนร่วมในปกครองส่วนท้องถิ่น สิทธิ
ในการแสดงความคิดเห็น การมีส่วนร่วมตรวจสอบโครงการของรัฐหรือตรวจสอบการทุจริตได้อย่าง
ถูกต้องรวมถึงการไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ประชาชนจะตื่นตัว
และมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำาเนินงานของรัฐ โดยไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารว่า รัฐกำาลังทำา
โครงการอะไร มีนโยบายอย่างไร
สิทธิในการรับข้อมูลข่าวสารเป็นสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง มีการรับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่า
ด้วยสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ในระบบ
สหประชาชาติ ขณะที่เนื้อหาตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.๒๕๔๐ ระบุถึงข้อมูล
ข่าวสารที่ต้องเปิดเผยและวิธีการเปิดเผย ได้แก่ ข้อมูลข่าวสารที่ต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา
ข้อมูลข่าวสารที่ต้องจัดไว้ให้ประชาชนดูได้ ทั้งนี้ ข้อมูลทุกชนิดประชาชนมีสิทธิขอดูได้ ยกเว้นเรื่องที่
กระทบต่อความมั่นคงของชาติ และเรื่องที่อาจเกิดความเสียหายต่อสถาบัน
๑.๓ สิทธิในก�รเข้�ชื่อเสนอกฎหม�ย และสิทธิในก�รนำ�เสนอนโยบ�ยส�ธ�รณะ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ กำาหนดว่า การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย
ของประชาชนจะต้องใช้ ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้ปรับแก้ลดลงมาเหลือ ๑๐,๐๐๐ รายชื่อ โดยไม่จำาเป็นต้องตรวจสอบว่าไปใช้
สิทธิเลือกตั้งหรือไม่ ทำาให้กระบวนการมีความรวดเร็วขึ้น
กฎหมายที่ประชาชนสามารถเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้นั้น ต้องเป็นกฎหมายในหมวด ๓ สิทธิ
และเสรีภาพของชนชาวไทย และหมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
ข้อดีของการเสนอร่างกฎหมายโดยประชาชน คือ ทำาให้ภาคประชาชนมีโอกาสในการเป็น
กรรมาธิการ ๑ ใน ๓ ของสมาชิกคณะกรรมาธิการทั้งหมด ทำาให้มีส่วนผลักดันเนื้อหากฎหมายได้
อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติค่อนข้างมาก โดยเฉพาะความล่าช้าของการตรวจสอบ
เช่น การเสนอกฎหมายหลักประกันสุขภาพ ต้องใช้เวลาตรวจสอบรายชื่อนานถึง ๑๐ เดือน เหตุที่
ล่าช้าเพราะรัฐสภาและคณะกรรมการการเลือกตั้งใช้โปรแกรมฐานข้อมูลต่างกัน ในกรณีที่ถูกตีความว่า
เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงินต้องส่งไปให้นายกรัฐมนตรี และส่งต่อไปยังหน่วยงานในรัฐสภาพิจารณา
ว่าเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งใช้เวลานานมาก ต้องติดตามทุกสัปดาห์ กรณีนี้จึงเป็นบทเรียนว่า ผู้เสนอร่าง
กฎหมายจะต้องกำาหนดให้มีผู้ทำาหน้าที่ติดตามผลการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง

