Page 8 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาเพื่อเตรียมการจัดให้มีสถาบันพัฒนาระบบและองค์ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนภายใต้การกำกับดูแลของ กสม.
P. 8

บทที่ 1

                                                         บทนํา



               1.1. หลักการและเหตุผล

                       รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 247 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบ
               รัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 26 และมาตรา 27 กําหนดให
               คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ (กสม.) มีหนาที่และอํานาจในการเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางใน

               การสงเสริมและคุมครองสิทธิมนุษยชนตอรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหนวยงานที่เกี่ยวของ รวมตลอดทั้งการ
               แกไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคําสั่งใด ๆ เพื่อใหสอดคลองกับหลักการสิทธิมนุษยชน รวมถึง
               สงเสริม สนับสนุน และรวมมือแกบุคคล หนวยงานของรัฐ และภาคเอกชนในการศึกษา วิจัย และเผยแพร
               ความรูและพัฒนาความเขมแข็งดานสิทธิมนุษยชน โดยกําหนดใหสํานักงาน กสม. มีหนาที่และอํานาจในเรื่อง

               งานธุรการ การอํานวยความสะดวก ชวยเหลือ สงเสริม และสนับสนุนการปฏิบัติงานของ กสม. รวมทั้งศึกษา
               รวบรวม วิเคราะหขอมูล และสนับสนุนใหมีการวิจัยเกี่ยวกับงานของ กสม.

                       หากพิจารณาสถานการณการวิจัยและพัฒนาองคความรูดานสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดยจําแนก
               ตามประเภทหนวยงานดําเนินการ พบวา ในปจจุบันแบงออกเปน 3 กลุม กลุมแรก เปนการวิจัยและการจัด
               การศึกษาในมหาวิทยาลัย มีสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลเปนสถาบันหลัก ซึ่งมี

               ทั้งงานวิจัยและการเรียนการสอน โดยมีหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสิทธิมนุษยชน (หลักสูตร
               นานาชาติ) และหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ในขณะที่มีความพยายาม
               ในการจัดตั้งศูนยศึกษาสิทธิมนุษยชนและสันติวิธี วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม แต

               ยังไมปรากฏผลงานที่ชัดเจน ในสวนของงานวิจัยในกลุมนี้ มีกระจัดกระจายอยูในแวดวงสถาบันการศึกษาตางๆ
               ทั้งที่เปนงานวิจัยและวิทยานิพนธในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา แตปญหาที่สําคัญคือ งานวิจัยลักษณะนี้
               ขับเคลื่อนโดยความตองการของผูศึกษา (supply-driven) ไมมีทิศทางรวมกัน ขาดการจัดระบบและจัดการ
               ความรู กลุมที่ 2 เปนการอบรมและเผยแพรความรูในสวนราชการ/องคกรอิสระ พบวา มีการจัดการศึกษา
               และฝกอบรมดานสิทธิมนุษยชน หลักสูตรประกาศนียบัตรสิทธิมนุษยชนสําหรับนักบริหารระดับสูง (ปสม.) ซึ่ง

               สถาบันพระปกเกลาและสํานักงาน กสม. รวมกันดําเนินการ และหลักสูตรการอบรมดานสิทธิมนุษยชนภาค
               ประชาชนและทองถิ่นของกรมคุมครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กลุมที่ 3 เปนการจัดการอบรม
               และเผยแพรองคความรูโดยองคกรภาคประชาสังคม พบวามีการดําเนินงานในมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม

               (มอส.) ภายใต “โครงการอาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน” ซึ่งขยายขอบเขตการทํางานมาจาก “โครงการ
               อาสาสมัครนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน” เดิมใหความสําคัญกับการสรางนักกฎหมายดานสิทธิมนุษยชน
               แตเนื่องจากปญหาละเมิดสิทธิมนุษยชนมักเปนประเด็นหลักในการทํางาน มอส. จึงขยายขอบเขตการทํางาน
               ไปยังประเด็นอื่นๆ นอกจากประเด็นกฎหมาย โดย มอส. ดําเนินการคัดเลือกบัณฑิตที่จบปริญญาตรีทั้งในสาขา

               กฎหมายและสาขาอื่น ๆ  ฝกอบรมและจัดสงอาสาสมัครเขาไปทํางานกับองคกรพัฒนาเอกชน จนถึงป 2563
               มีอาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชนผานการอบรมไปแลว 14 รุน รวม 241 คน จากสถานการณขางตน จะเห็นไดวา
               การวิจัยและพัฒนาองคความรูดานสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ยังมีอยูอยางกระจัดกระจาย ขาดการ
               จัดระบบและจัดการองคความรูดังที่กลาวไปแลว สาเหตุสําคัญประการหนึ่ง คือ การขาดเจาภาพหลักที่มี

               ทรัพยากรเพียงพอที่จะดําเนินการทั้งในดานการรวบรวมองคความรูและเผยแพรองคความรูตอสาธารณะ
   3   4   5   6   7   8   9   10   11   12   13