Page 115 - รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาเพื่อเตรียมการจัดให้มีสถาบันพัฒนาระบบและองค์ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนภายใต้การกำกับดูแลของ กสม.
P. 115
98
ตองขอความรวมมือจากบุคคลหรือกลุมที่มีอิทธิพล (influencer) ในดานตาง ๆ โดยเฉพาะทางดานเศรษฐกิจ
ดวย
- ถามีการสรางสถาบันใหมที่เกี่ยวของกับสิทธิมนุษยชนในสถานการณปจจุบัน จะไมไดนําไปสูการนํา
การวิจัยไปปฏิบัติในหนวยราชการอยางแทจริง เพราะ “...ไมไดมีผลในทางปฏิบัติ ตนจึงมีขอกังวลและขอสงสัย
ตอการนําผลการวิจัยไปปฏิบัติ...อีกทั้ง การจัดตั้งสถาบันใหมอาจเปนการเพิ่มอํานาจใหกับระบบราชการ
เพราะการทําวิจัยของสถาบันใหมทําโดยราชการเอง...” แตทั้งนี้ คุณสมชายก็ไดสะทอนขอดีของการตั้งสถาบัน
ที่มีภารกิจการวิจัยดานสิทธิมนุษยชนวา ความตองการงานวิจัยดานสิทธิมนุษยชนจะเปนตัวเชื่อมภาคชุมชน
และภาคประชาชนใหเขามามีสวนรวม ดังนั้น การวิจัยจึงเปนเครื่องมือที่สะทอนการมอบอํานาจ (empower)
ใหแกภาคประชาสังคมและภาคประชาชนในการแสดงขอเรียกรองดานสิทธิมนุษยชนตอรัฐ แตทั้งนี้คุณสมชาย
ก็ไดตั้งคําถามทิ้งทายไววา การวิจัยที่แสดงขอเรียกรองของประชาชนในดานสิทธิมนุษยชนควรอยูในลักษณะใด
และไดกลาวเนนย้ําวา “การวิจัยไมควรอยูบนหิ้ง” แตควรเปนการสรางองคความรูเพื่อสรางเครือขายใหทุก
ภาคสวนเขามามีสวนรวม โดยเฉพาะอยางยิ่งการใหการศึกษาดานสิทธิมนุษยชน หรือ “Human Rights
education” จะเปนโอกาสที่ดีมากในสถานการณปจจุบัน เพราะการจัดตั้งและจัดการองคความรูในลักษณะ
Streaming ไมจําเปนตองพึ่งพาสถาบันการศึกษา และประชาชนสามารถเขาถึง Human Rights education
ไดโดยตรง
- สําหรับประเด็นดานงบประมาณกับการจัดตั้งสถาบันใหม ถาหากมีปญหาทางดานงบประมาณ
สถาบันใหมก็ควรอยูภายใตการกํากับดูแลของ กสม. แตทั้งนี้ไดกลาวเสริมเอาไววา “...อยาเพิ่งไปกําหนดวา
สถาบันตองเปนอยางนั้นอยางนี้ แตในขั้นตน อยากใหตอบโจทยการวิจัยชิ้นนี้ใหไดกอน...”
- สังคมยังขาดความรูดานสิทธิมนุษยชน รวมถึง สถานการณดานสิทธิมนุษยชนทั้งในระดับโลกและใน
ระดับรัฐมีพลวัต ความหลากหลายของประเด็น และความทาทายตลอดเวลา ดังนั้น จึงมีความตองการความรู
ดานสิทธิมนุษยชนในลักษณะ “สหวิทยาการ” (interdisciplinary) ในการนําไปปฏิบัติ แตทั้งนี้ยังไดแสดง
ความเห็นเพิ่มเติมถึงพันธกิจและอํานาจหนาที่ของสถาบันที่จะจัดตั้งใหมวาควรเพิ่มเปาหมายในการนําเสนอ
นโยบายการเมืองดวย
- ควรเปนสถาบันที่ขับเคลื่อนสังคมบนฐานของการวิจัย อีกทั้ง ถาไมอยากใหงานวิจัยอยูในลักษณะ
“บนหิ้ง” หรือไมไดถูกนํามาใชประโยชน ควรใหภาคประชาสังคมและชุมชนเขามามีสวนรวม สําหรับประเด็น
ดานภารกิจขององคกร ตองเปนสถาบันที่เชื่อมโยงประสานงานกับทุกภาคสวน ไมวาจะรัฐ เอกชน ประชา
สังคม และชุมชน อีกทั้งยังกลาวเสริมถึงอํานาจหนาที่ของสถาบันใหมดวยวา ควรมีบทบาทในการขับเคลื่อน
นโยบายดานสิทธิมนุษยชนดวย
สําหรับประเด็นดานรูปแบบ หรือลักษณะของสถาบันใหม คุณพงศธรแสดงความคิดเห็นวา สถาบันที่
จะจัดตั้งใหมควรเปนองคกรอิสระ ไมอยูภายใตการกํากับขององคกรใดองคกรหนึ่ง หรือถูกครอบงําโดยองคกร
ใด โดยเฉพาะอยางยิ่งไมควรมีลักษณะเปนองคกรราชการ หรืออยูภายใตการกํากับของราชการ เพราะ
“องคกรราชการมีลักษณะแข็งทื่อ” ทําใหเปนอุปสรรคตอความอิสระในการดําเนินงานดานสิทธิมนุษยชน
ในประเด็นความทาทายในการจัดตั้งสถาบันใหมโดยกลาววา การจัดตั้งสถาบันใหมอาจมีความซ้ําซอน
กับองคกรตาง ๆ ที่มีอยูเดิม ดังนั้น การจัดตั้งสถาบันใหมอาจนําไปสูการตั้งหนวยงานราชการใหมเทานั้น แต
เปนโอกาสอันดีที่จะตั้งโจทยวา การจัดตั้งสถาบันใหมใควรมีลักษณะอยางไร และอะไรคือความแตกตางจาก
สถาบันที่มีอยูเดิม และหากประสงคใหสถาบันใหมมีลักษณะเปน “Human Rights Think-Tank” สถาบันตอง
เขาถึงงาย โดยเฉพาะภาคประชาชน/ภาคชุมชนจะตองเขาถึงไดงาย สถาบันใหมจะเปน “พื้นที่กลาง” ที่ดึง

