Page 186 - รายงานการศึกษาวิจัยฉบับสมบูรณ์ สิทธิชุมชนในการจัดสรรทรัพยากรน้ำโดยใช้แนวทางสันติวิธี : กรณีศึกษาพื้นที่ต้นน้ำของประเทศไทย
P. 186
169
การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการน้้า ปัจจุบันกรมชลประทานได้จัดตั้ง JMC แล้ว
264 คณะ และก้าลังด้าเนินการจัดตั้งเพิ่มอีก 571 คณะ เป็น 835 คณะ ตามแผนภายในปี พ.ศ. 2565
นอกจากนี้ การจัดการทรัพยากรน้้าอย่างมีส่วนร่วมจะเชื่อมต่อความสัมพันธ์ของผู้ที่มีส่วน
เกี่ยวข้องกับการจัดการน้้าและหน่วยงานที่ท้าหน้าที่สนับสนุนให้ดีขึ้นได้ การมีส่วนร่วมเป็นระบบหรือ
กลไกที่เป็นแนวทางที่จะเอาชนะระบบราชการและการตัดสินใจที่รวมศูนย์ และช่วยท้าให้มีความชอบ
ธรรมในด้านของการแสดงอ้านาจในการตัดสินใจและเปิดโอกาสให้กับกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความสนใจที่
แตกต่างเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อลดความขัดแย้งด้านทรัพยากรน้้า ด้วยการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
ได้ ตัวอย่างเช่น กรณีศึกษาที่ชี้ว่าการปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมที่ได้รับการบูรณาการเข้าไปสู่การ
สร้างองค์การจัดการน้้าอย่างบูรณการ อย่างโครงการ Murray–Daring Basin ประเทศออสเตรเลีย
ซึ่งตัวอย่างในประเทศไทยการจัดการน้้าแบบมีส่วนร่วมเริ่มมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วเพื่อตอบสนอง
ความต้องการในทุกระดับอย่างแท้จริง เช่น โครงการจัดการชลประทานแบบมีส่วนร่วม (Participatory
Irrigation Management) โดยกรมชลประทาน โดยให้ความส้าคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนใน
การตัดสินใจในการบริหารจัดการน้้า และกรณีศึกษาที่ส้าคัญได้แก่ โครงการ “การบริหารจัดการ
ชลประทานแบบมีส่วนร่วมโดยคณะกรรมการภาคประชาชนและองค์กรผู้ใช้น้้าของโครงการส่งน้้าและ
บ้ารุงรักษากระเสียว อ้าเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งได้รับรางวัลรางวัล United Nations
Public Service Awards 2011 สาขาการส่งเสริม สนับสนุน การมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ
เกี่ยวกับนโยบายผ่านกลไกด้านนวัตกรรม (Fostering participation in policy-making decisions
through innovative mechanisms)
3. การแก้ปัญหาการบริหารจัดการน าระยะยาวจะเป็นแนวทางที่ช่วยลดปัญหาความ
ขัดแย้งหรือบรรเทาความขัดแย้งที่เกิดขึ นได้ แนวทางดังกล่าวเป็นต้นว่าการอนุรักษ์ทรัพยากรน้้า
แบบองค์รวมด้วยวิธีการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งระบบนิเวศคือน้้า ดิน ป่าไม้ และอากาศ การเผยแพร่
ความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพและสามารถน้ามาปรับใช้เพื่อ
คุณภาพชีวิตที่ดีตามสมควร ประการส้าคัญคือการส่งเสริมความตระหนักถึงปัจจัยที่มีผลต่อชุมชน
โดยตรง ได้แก่ สิทธิของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมจัดสรรและบริหาร
จัดการทรัพยากรน้้าในชุมชน การเฝ้าระวังสัญญาเตือนด้านคุณภาพน้้าและที่เกี่ยวเนื่องซึ่งพบมากขึ้น
ในปัจจุบัน โดยเฉพาะประเด็นปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ได้ส่งผลกระทบ
ต่อภาคเกษตรกรรมและน้าไปสู่ปัญหาปริมาณน้้ากับความเพียงพอ ประการสุดท้ายคือการมีฐานข้อมูล
ที่มีคุณภาพและครอบคลุมจะช่วยให้การบริหารจัดการน้้ามีประสิทธิภาพสูงสุด
ข้อเสนอเชิงนโยบายดังกล่าวข้างต้น น้าไปสู่แผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ดังตัวอย่าง
แสดงในตารางที่ 6.1