Page 183 - รายงานการศึกษาวิจัยฉบับสมบูรณ์ สิทธิชุมชนในการจัดสรรทรัพยากรน้ำโดยใช้แนวทางสันติวิธี : กรณีศึกษาพื้นที่ต้นน้ำของประเทศไทย
P. 183
166
จากการที่รัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแต่มีกรณีที่น้อยอยู่มากที่ชุมชนจะสร้างกลุ่ม
ขึ้นมาเพื่อการมีส่วนร่วมในสิทธิชุมชนของตนเองที่หล่อหลอมขึ้นมาเองตามเงื่อนไขทางบริบทของ
พื้นที่ อย่างไรก็ตาม กระแสการเติบโตของพลเมืองเพิ่มขึ้น ท้าให้ประชาชนตระหนักรู้ และเป็น
พลเมืองที่มีความกระตือรือร้น (Active Citizen) มากขึ้น ท้าให้กระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการ
ทรัพยากรน้้าในประเทศไทยย่อมมีความเข้มแข็งขึ้นตามมา
ดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า รัฐบาลควรให้ความส้าคัญต่อสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรน้้า
ในเขตพื้นที่ต้นน้้าในฐานะประชาชนคนไทยที่ต้องได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายเดียวกัน เนื่องจาก
ชุมชนต้นน้้าเป็นกลุ่มบุคคลที่เข้าใจในบริบทแวดล้อมของเขตพื้นที่ที่ตนอาศัย เช่น ทราบถึงความส้าคัญ
ของทรัพยากรน้้าเพราะเป็นผู้ใช้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทราบถึงการอนุรักษ์โดยอาศัยภูมิปัญญา
ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ฯลฯ ประกอบกับด้วยความอ่อนไหวต่อสภาพสังคมที่ผันแปรตามกาลเวลาที่
แปรเปลี่ยนไปอาจส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรน้้าในเขตพื้นที่ต้นน้้าทั้งในระดับชุมชน
ด้วยกันเอง หรืออาจเกิดความขัดแย้งกับภาครัฐ การแก้ไขความขัดแย้งด้วยแนวทางสันติวิธีจึงควรถูก
น้ามาใช้เพราะเป็นแนวทางการแก้ไขความขัดแย้งที่ท้าให้คู่พิพาทพึงพอใจต่อผลการแก้ไขทั้งสองฝ่าย
และยังสามารถเลือกใช้รูปแบบการแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมตามบริบทหรือเงื่อนไขที่คู่พิพาทต้องการได้
6.3 ข้อเสนอนโยบายและยุทธศาสตร์เพื่อการน าไปปฏิบัติ
จากผลการศึกษาในพื้นที่สู่การวิเคราะห์สถานการณ์สิทธิชุมชนในการบริหารจัดการน้้าซึ่ง
ยังคงประสบปัญหาในหลายประเด็นแม้ว่ากรอบกฎหมายจะเปิดทางในเรื่องดังกล่าวไว้ เหล่านี้ได้น้าไปสู่
ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อที่จะส่งเสริมสิทธิชุมชนในการจัดสรรทรัพยากรน้้าตามแนวทางสันติวิธี ทั้งนี้
บนพื้นฐานและมุมมองจากแนวคิดและกรอบกฎหมายแสดงให้เห็นว่าการบริหารจัดการที่ดีเป็นวิธีการที่
น้าไปสู่การสภาพที่เรียกว่าสันติได้ดีที่สุด กล่าวคือการบริหารจัดการที่ดีจะเป็นการป้องกันปัญหาความขัดแย้ง
ก่อนที่จะเกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งการบรรเทาความขัดแย้งได้ เมื่อความขัดแย้งไม่มีก็ย่อมจะก่อให้เกิด
สันติอย่างยั่งยืน ดังนั้น การบริหารจัดการน้้าอย่างสันติวิธีต้องมีแนวทางการด้าเนินการใน 3 หลักการ คือ
1. การกระจายอ านาจ (Decentralization) ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้บ่งชี้ว่าการบริหารจัดการ
ทรัพยากรน้้าจ้าเป็นต้องกระจายบทบาทและอ้านาจให้แก่หน่วยงานภาคประชาชนหรือองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่นให้ได้มากที่สุด โดยรัฐต้องไม่รวบอ้านาจการบริหารจัดการน้้าไว้ที่ส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
เพราะปัญหาในพื้นที่เป็นปัญหาเฉพาะถิ่น คนในพื้นที่ต้นน้้า กลางน้้า และปลายน้้าจะมีปัญหาการจัดการ
ทรัพยากรน้้าที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น หน่วยงานที่จะสามารถบริหารจัดการน้้าได้เกิดประสิทธิภาพที่สุด
คือหน่วยงานในระดับพื้นที่ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ และประชาชน
ในพื้นที่เอง ผู้แสดงเหล่านี้จะเข้าใจปัญหาท้องถิ่นของตนได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังเป็นการให้หน่วยงานระดับ