Page 184 - รายงานการศึกษาวิจัยฉบับสมบูรณ์ สิทธิชุมชนในการจัดสรรทรัพยากรน้ำโดยใช้แนวทางสันติวิธี : กรณีศึกษาพื้นที่ต้นน้ำของประเทศไทย
P. 184
167
ท้องที่ได้มีส่วนร่วมแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งสามารถน้าแนวทางการกระจายอ้านาจไปสู่พื้นที่ในการ
บริหารจัดการน้้าแบบนี้ด้วยวิธี “การจัดการร่วม (Co-management)” ทั้งหากเกิดความขัดแย้งขึ้นกลไก
ในชุมชนหรือประชาชนในพื้นที่สามารถตอบสนองหรือช่วยกันแก้ปัญหาใด้รวดเร็วกว่าการจัดการโดยภาครัฐ
ส่วนกลาง ซึ่งจากการศึกษาจะเห็นว่าผู้ที่ชุมชนพึ่งพาในการแก้ปัญหามักจะเป็นผู้น้าที่เขาใกล้ชิดที่สุด
2. การมีส่วนร่วม (Participation) เป็นรูปแบบหรือวิธีการช่วยเหลือพึ่งพากันทั้งในแบบ
การมีส่วนร่วมระหว่างภาคประชาชนด้วยกันเอง การมีส่วนร่วมของประชาชนกับหน่วยงานภาคเอกชน
หรือการมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาครัฐกับประชาชน จากการศึกษาจะเห็นว่าการมีส่วนร่วมในการ
แก้ปัญหาทรัพยากรน้้าพบมีการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐกับประชนระดับพื้นฐานคือการรับข้อมูล
ข่าวสาร ขณะที่การมีส่วนร่วมระหว่างภาคประชาชนด้วยกันเอง และเครือข่ายองค์กรในท้องถิ่น เช่น
วัด โรงเรียน และภาคเอกชน กลับพบว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง สถานการณ์นี้เตือนให้ภาคราชการ
ต้องถอดบทเรียนว่าท้าอย่างไรการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนกับรัฐถึงจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมกลไกในชุมชนให้มีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่การสนับสนุนให้
ประชาชนร่วมมือกับรัฐเพียงด้านเดียว ส่วนกรณีการมีส่วนร่วมระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ที่ชุมชนมีความ
เข้มแข็งอยู่แล้ว ภาครัฐควรร่วมสนับสนุนให้กระบวนการดังกล่าวแสดงบทบาทมากยิ่งขึ้น เช่น ส่งเสริม
การน้าความเชื่อทางศาสนา คติท้องถิ่นมาปรับใช้ในการบริหารจัดน้้าให้มากยิ่งขึ้น ในทางตรงข้าม
หากรัฐพยายามใช้เงื่อนไขทางกฎหมายเพื่อดึงประชาชนให้ร่วมมือกับรัฐเพียงอย่างเดียว ก็อาจจะ
ก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งกันจนเกิดความขัดแย้ง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างชุมชนต้นน้้ากับ
หน่วยงานรัฐที่ใช้พื้นที่ร่วมกัน เช่น เขตป่าสงวน เขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นต้น
3. การประสานความร่วมมือ (Corporation) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่ใช้กฎหมายและ
ชุมชนต้องมีความเข้าใจร่วมกันที่ชัดเจนที่มีผู้รับผิดชอบการประสานงานให้เกิดการท้างานร่วมกันอย่าง
เป็นระบบ ทั้งนี้ ในพระราชบัญญัติทรัพยากรน้้า พ.ศ. 2561 ได้พยายามดึงภาคประชาชนเข้ามามี
บทบาทต่อการบริหารจัดการน้้าในภาพรวมด้วยการส่งเสริมให้เกิดผู้ที่จะรับผิดชอบในระดับท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาองค์กรผู้ใช้น้้าในท้องถิ่นก็ยังไม่ปรากฎอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากการส้ารวจ
ข้อมูลในพื้นที่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้้าแต่อย่างใด ดังนั้น หากขาดตัวกลางที่จะประสาน
ระหว่างฝ่ายนโยบายกับประชาชนในพื้นที่ก็เป็นการยากที่จะเกิดความร่วมมือกันได้ ประกอบกับการ
กระจายข้อมูลข่าวสารแก่ชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ต้นน้้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ห่างไกลบนป่าเขาและเข้าถึง
ได้ยาก จากการส้ารวจจึงยังไม่พบกลุ่มที่จะเป็นตัวแทนผู้ใช้น้้าที่จะเข้ามาเป็นผู้ประสานระหว่าง
เกษตรกรกับคณะกรรมการแต่ละลุ่มน้้าในการก้าหนดแนวทางการบริหารจัดการน้้า เหล่านี้เป็นสิ่งที่
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดขึ้น