Page 37 - รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2562
P. 37
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
National Human Rights Commission of Thailand 36
ตามกติกาฯ ข้อ 14 ที่ว่า ควรโอนคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลทหารและเกิดขึ้นก่อนวันที่ 12 กันยายน 2559
ไปยังศาลยุติธรรม และควรมีมาตรการลดความแออัดในเรือนจ�า รวมถึงการใช้ทางเลือกอื่นแทนการคุมขัง และปรับปรุง
สภาพของเรือนจ�าให้เป็นไปตามข้อก�าหนดมาตรฐานขั้นต�่าของสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (ข้อก�าหนด
แมนเดลา) การยกเลิกโทษประหารชีวิต หรือหากจะยังคงโทษดังกล่าวไว้ ควรจ�ากัดการใช้โทษเฉพาะอาชญากรรม
ร้ายแรงที่สุด (most serious crimes) ซึ่งได้แก่ การท�าให้บุคคลเสียชีวิตโดยเจตนา
ในรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2561 กสม. ได้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ
สิทธิในกระบวนการยุติธรรม เช่น ในเรื่องการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการด�าเนินคดี ควรให้ใช้หนังสือรับรองแทน
การช�าระเงินของส�านักงานกองทุนยุติธรรมเป็นหลักประกันการขอปล่อยตัวชั่วคราว รวมทั้งปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณา
ให้ความช่วยเหลือดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น ควรขยายพื้นที่การด�าเนินโครงการพัฒนาระบบประเมิน
ความเสี่ยงและก�ากับดูแลในชั้นปล่อยตัวชั่วคราว รวมถึงการน�าก�าไลอิเล็กทรอนิกส์คุมประพฤติ (EM) มาใช้อย่างทั่วถึง
ควรประชาสัมพันธ์เรื่องการขอความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรมกรณีการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนให้ประชาชนทราบ
และควรลดการใช้โทษประหารชีวิตโดยก�าหนดเป็นนโยบายว่าจะไม่ก�าหนดโทษดังกล่าวในการตรากฎหมายใหม่ รวมถึง
ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้
ในปี 2562 มีสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิในกระบวนการยุติธรรม การด�าเนินการของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ
และปัญหาอุปสรรคที่เกี่ยวกับสิทธิดังกล่าว ดังนี้
2.1.1 การเข้าถึงความยุติธรรม
รัฐมีการดูแลให้ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิในคดีความผิดทางอาญาได้รับการชดเชยเยียวยา ตามพระราช
บัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จ�าเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดย
ปีงบประมาณ 2562 มีผู้เสียหายและจ�าเลยยื่นค�าขอรับเงินช่วยเหลือตามพระราชบัญญัติดังกล่าว รวม 9,930 ราย และ
3
มีผู้ได้รับอนุมัติเงินช่วยเหลือ รวม 9,486 ราย เป็นเงินที่อนุมัติให้ความช่วยเหลือทั้งสิ้น 479.5 ล้านบาท ใกล้เคียงกับ
4
ปีงบประมาณ 2561 ที่มีผู้ได้รับอนุมัติความช่วยเหลือ 9,998 ราย เป็นเงินความช่วยเหลือที่ให้ทั้งสิ้น 513 ล้านบาท ส�าหรับ
ฐานความผิดที่มีผู้เสียหายยื่นขอรับความช่วยเหลือมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับร่างกาย (ร้อยละ 44.1)
5
ความผิดเกี่ยวกับชีวิต (ร้อยละ 37.9) และความผิดเกี่ยวกับเพศ (ร้อยละ 18) อย่างไรก็ดี กระทรวงยุติธรรมได้รับจัดสรร
งบประมาณด�าเนินการเพียง 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นจ�านวนเงินที่ไม่เพียงพอ ท�าให้กระทรวงยุติธรรมต้องค้างจ่ายเงิน
ช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายและจ�าเลยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562 แต่ได้มีการแก้ไขปัญหาโดยรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ
ให้เพิ่มเติมจ�านวน 176.79 ล้านบาท 6
3
จาก สรุปความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำาเลยในคดีอาญา ประจำาปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒, โดย ส�านักงาน
ช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจ�าเลยในคดีอาญา กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ, 2562. สืบค้นจาก http://www.oic.go.th/
fileweb/cabinfocenter23/drawer053/general/data0002/00002390.pdf
4
จาก รายงานประจำาปีงบประมาณ ๒๕๖๑, โดย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ, 2562. สืบค้นจาก http://www.rlpd.go.th/
rlpdnew/images/rlpd_6/2560/awareness_for_people/15.3.2562.pdf
5
จาก สถิติการช่วยเหลือผู้เสียหายและจำาเลยในคดีอาญาประจำาปี พ.ศ. ๒๕๖๒ (ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๖๑ - กันยายน
๒๕๖๒), โดย ส�านักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจ�าเลยในคดีอาญา, 2562. สืบค้นจาก http://www.rlpd.go.th/
rlpdnew/images/rlpd_5/2563/upload_november2019/Committee_Report2019/3.2.SEPTEMBER2019.pdf
6
จาก ขอรับการสนับสนุนงบกลาง รายการเงินสำารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำาเป็น เพื่อเป็นค่าตอบแทนผู้เสียหาย
และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จ�าเลยในคดีอาญา, โดย ข่าวออนไลน์ RYT9, 2562. สืบค้นจาก https://www.ryt9.com/s/cabt/3042967

