Page 194 - รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2562
P. 194
193 รายงานผลการประเมินสถานการณ์
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๖๒
1. เสรีภาพในการแสดงออก
1.1 กรณีที่รายงานว่า รัฐบาลชะลอการยกเลิกมาตรการจำากัดเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม
และการชุมนุมอย่างเข้มงวด ทั้งที่มีการประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 แล้ว
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2561 ได้มีค�าสั่งหัวหน้าคณะรักษา ภาค
ความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 22/2561 เรื่อง การให้ประชาชนและพรรคการเมืองด�าเนินกิจกรรมทางการเมือง ผนวก
ซึ่งมีผลให้ยกเลิกค�าสั่งหัวหน้า คสช. จ�านวนหลายฉบับ รวมทั้งการยกเลิกความผิดฐานมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง
เกินกว่า 5 คนขึ้นไปตามข้อ 12 ของค�าสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ท�าให้ประชาชนและพรรคการเมืองสามารถ
ด�าเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2561 เป็นต้นไป และปัจจุบันก็มีการเลือกตั้งแล้ว
1.2 กรณีที่รายงานว่านักเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างน้อย 130 คน ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
ถูกดำาเนินคดีในข้อหาชุมนุมอย่างผิดกฎหมาย และบางคนถูกดำาเนินคดีในข้อหายุยงปลุกปั่นจากการเรียกร้องอย่างสงบ
ให้รัฐบาลทหารจัดการเลือกตั้งโดยไม่ให้มีการชะลอออกไป และให้ยกเลิกมาตรการจำากัดเสรีภาพขั้นพื้นฐานโดยทันที
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า ค�าสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 22/2561 ดังกล่าวข้างต้น ได้ยกเลิกค�าสั่ง
หัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 ท�าให้ศาลจ�าหน่ายคดีในข้อหาชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป นอกจากนี้
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย พบว่า ในบางกรณีที่รัฐสกัดกั้น
การชุมนุม ผู้จัดการชุมนุมได้ขอให้ศาลปกครองมีค�าสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีเพื่อคุ้มครอง
เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ เช่น การจัดกิจกรรม “We Walk…เดินมิตรภาพ” ของเครือข่ายประชาชน People
Go Network เมื่อเดือนมกราคม 2561 ซึ่งศาลได้มีค�าสั่งมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระท�าการใด ๆ ที่มีลักษณะเป็น
การปิดกั้น ขัดขวางการใช้เสรีภาพในการชุมนุมภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย รวมทั้งให้ด�าเนินการใช้อ�านาจหน้าที่ตาม
พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ในการอ�านวยความสะดวกแก่ประชาชน ดูแลการชุมนุมสาธารณะและ
2
รักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนโดยเคร่งครัด เป็นผลให้กิจกรรมดังกล่าวสามารถด�าเนินการ
ได้จนแล้วเสร็จ เป็นต้น
2. ผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย และแรงงานข้ามชาติ
2.1 กรณีที่รายงานว่ามีการจับและควบคุมตัวผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัยกว่า 200 คนจากเวียดนาม กัมพูชา
และปากีสถานในห้องกักของสำานักงานตรวจคนเข้าเมืองที่มีสภาพเลวร้าย มีการแยกเด็กกว่า 50 คนออกจากพ่อแม่
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในประเด็นแยกเด็กออกจากบิดามารดาว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ได้ร่วมกันลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MoU) เรื่องการก�าหนดมาตรการ
และแนวทางแทนการกักตัวเด็กไว้ในสถานกักตัวคนต่างด้าวเพื่อรอการส่งกลับเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2562
เพื่อไม่ให้มีการคุมขังเด็กในห้องกักของส�านักงานตรวจคนเข้าเมืองตามนโยบายของรัฐบาล การจัดท�า MoU
มีวัตถุประสงค์เพื่อก�าหนดหน้าที่ความรับผิดชอบและแนวทางปฏิบัติงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการไม่กักตัว
เด็กอายุต�่ากว่า 18 ปี ไว้ในสถานกักตัวฯ โดยจะจัดให้เด็กและมารดาอยู่ในบ้านพักเด็กและครอบครัวของกระทรวงการ
พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรืออยู่ภายใต้การดูแลขององค์กรภาคเอกชนหรือองค์กรภาคประชาสังคม
2
ค�าสั่งศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขด�าที่ 154/2561 วันที่ 26 มกราคม 2561. สืบค้นจาก
https://enlawfoundation.org/newweb/wp-content/uploads/InjunctionOrder-WewalkPeopleGo-AdminCourt.pdf

