Page 146 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561
P. 146
141
(๓.๓) ความร่วมมือกับกลไกสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ
(๓.๓.๑) การประชุม UN Forum on Business and Human Rights สมัยที่ ๖ ระหว่างวันที่
๒๗-๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ณ ส�านักงานสหประชาชาติ นครเจนีวา มีกิจกรรมที่ส�าคัญ ดังนี้
(๑) นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ก�ากับดูแลงานทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ กสม.
ได้พบกับ Mr. Michael Addo ประธานคณะท�างาน UN Working Group และ Mr. Dante Pesce อดีต ประจำาปีงบประมาณ ๒๕๖๑
ประธานและคณะท�างาน UN Working Group และรายงานถึงความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนหลักการชี้แนะของ
สหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principle on Business and Human Rights-UNGPs)
ในประเทศไทย และการริเริ่มผลักดันให้ภาครัฐประกอบด้วยกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม กระทรวง
พาณิชย์ และภาคธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วยสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมการธนาคาร และเครือข่าย
UNGC ประเทศไทย และ กสม. ร่วมกันแสดงเจตนารมณ์โดยลงนามในปฏิญญาขับเคลื่อนหลักการชี้แนะเรื่องธุรกิจ
กับสิทธิมนุษยชนของ กสม. ไทย เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ณ ศูนย์ประชุม
สหประชาชาติ ประเทศไทย และได้มอบเอกสารข้อมูลการขับเคลื่อนหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน
ให้กับประธานคณะท�างานฯ ด้วย
(๒) นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เข้าร่วมการ
ประชุมในหัวข้อ “แผนปฏิบัติการชาติกับการเข้าถึงการเยียวยา” (National Action Plans (NAPs) and Access
to Remedy) ซึ่งมีการน�าเสนอความเห็นของผู้แทนรัฐบาลหลายประเทศที่มีการจัดท�าแผนปฏิบัติการชาติว่าด้วย
เรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) ซึ่งในส่วน
ของประเทศไทย อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเป็นผู้น�าเสนอ ทั้งนี้ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บทที่
๒
ได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไทยได้มีบทบาทในการผลักดันให้ผู้มี
ส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ประกอบด้วยภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคมได้รับรู้และตระหนักถึงการน�าหลักการ
ชี้แนะฯ มาสู่การปฏิบัติใช้โดยทุกภาคส่วนอย่างสมัครใจ โดยได้ริเริ่มและประสานให้เกิดปฏิญญาการขับเคลื่อน
หลักการชี้แนะฯ ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย ซึ่งทุกหน่วยงาน
ที่ร่วมลงนามได้แถลงค�ามั่นว่าจะด�าเนินการตามบทบาทของตนที่ก�าหนดไว้ในปฏิญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
ส่วนของภาครัฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้แถลงยืนยันจะเร่งจัดท�าแผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยเรื่องธุรกิจกับ
สิทธิมนุษยชนเพื่อให้เป็นแนวทางหลักของประเทศเพื่อให้เกิดรูปธรรมในการน�าหลักการชี้แนะฯ ของสหประชาชาติ
มาสู่การปฏิบัติในประเทศไทย นอกจากนี้ หน่วยงานที่ร่วมลงนามในปฏิญญาดังกล่าว ยังได้ตกลงกันที่จะด�าเนินงาน
ตามปฏิญญาฯ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะเฝ้าระวังและติดตามผลการด�าเนินงานของแต่ละ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๔๗
หน่วยงานต่อไปเพื่อให้มั่นใจว่าทุกภาคส่วนในประเทศไทยได้น�าหลักการชี้แนะฯ ไปสู่การปฏิบัติจริง และต่อมา ผลการด�าเนินงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
กสม. ได้จัดท�าข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเกี่ยวกับกระบวนการยกร่างแผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน
(National Action Plan-NAP) โดยมีหลักการส�าคัญตาม ๓ เสาหลักของหลักการชี้แนะฯ กล่าวคือ ภาครัฐมีหน้าที่
คุ้มครองภาคธุรกิจมีหน้าทีเคารพและทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจมีหน้าที่เยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และ
เป็นธรรมเมื่อเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งหลักภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกภาคส่วนดังกล่าวนี้จะ
ต้องก�าหนดอยู่ในแผน NAP โดยหนึ่งในข้อเสนอแนะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอต่อรัฐบาลคือต้อง
บัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาทเพื่อให้สอดคล้องกับกระบวนการยุติธรรมทางเลือกที่ไม่ใช่

