Page 4 - รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ
P. 4
ค�ำน�ำ
การสงวนหวงห้ามพื้นที่เพื่อประโยชน์สาธารณะเป็นสิ่งจ�าเป็น แต่การด�าเนินงานเพื่อการสงวน
หวงห้ามพื้นที่เหล่านั้น ต้องค�านึงถึงประชาชนผู้ถือครองท�าประโยชน์อยู่ด้วยเป็นส�าคัญ อีกทั้งการเพิ่มขึ้น
ของประชากรที่ต้องใช้ที่ดินเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพ การก�าหนดแนวเขตที่ดินของ
ประเทศไทยให้เป็นพื้นที่สงวนหวงห้ามของรัฐที่ส�าคัญ ได้แก่ (๑) ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดย
มีหนังสือส�าคัญส�าหรับที่หลวง และ (๒) การก�าหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ เช่น ป่าสงวนแห่งชาติ
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า หรืออุทยานแห่งชาติ ถึงแม้ว่าจะมีกระบวนการและขั้นตอน
การปฏิบัติงานที่รัดกุมรอบคอบ แต่ก็ยังเกิดปัญหาการกระทบกับสิทธิในที่ดินของประชาชน โดยพบว่า
การก�าหนดแนวเขตมีการทับซ้อนระหว่างพื้นที่ของหน่วยงานรัฐกับพื้นที่ของประชาชน มีความผิดพลาด
และไม่ตรงตามข้อเท็จจริง รวมทั้งการก�าหนดแนวเขตที่ดินของรัฐไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มี
ส่วนได้เสียมีส่วนร่วมในการก�าหนดแนวเขตดังกล่าว ท�าให้ประชาชนไม่ยอมรับ เพราะส่งผลกระทบต่อ
สิทธิในที่ดินที่ถือครองท�าประโยชน์อยู่แต่เดิม และกลายเป็นผู้ท�าผิดกฎหมาย รวมทั้งอาจถูกด�าเนินคดีได้
โดยประชาชนที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว ได้ยื่นค�าร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
เป็นจ�านวนมากกว่า ๒๐๐ เรื่อง
ส�านักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ตระหนักถึงความส�าคัญในประเด็นปัญหาของ
ประชาชนที่ได้รับผลกระทบเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน จึงได้ด�าเนินการศึกษาวิจัย เรื่อง “แนวทางการมีส่วนร่วม
ของประชาชนในการก�าหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ” เพื่อศึกษากฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่ดิน
การก�าหนดขอบเขตโดยแผนที่แนบท้ายกฎหมายของหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ในการบริหารจัดการที่ดิน
การศึกษาและเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาการทับซ้อนของแนวเขตที่ดินเพื่อการอนุรักษ์กับที่ดิน
ของรัฐประเภทอื่นที่จัดสรรให้กับประชาชน และเสนอการมีส่วนร่วมของประชาชนในการก�าหนด
แนวเขตที่ดินของรัฐ รวมทั้งแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนในการ
ก�าหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ
ส�านักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานการศึกษาวิจัยเรื่องนี้
จะเป็นประโยชน์ส�าหรับผู้ที่สนใจ ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชน
ทั่วไป รวมทั้งบุคลากรของส�านักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อน�าองค์ความรู้ และ
ข้อค้นพบจากผลงานการศึกษาวิจัยครั้งนี้ไปสู่การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการไม่
กระท�าการใดๆ อันจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลอื่น นอกจากนี้ ผู้เกี่ยวข้องจะได้น�าข้อเสนอแนะ
จากรายงานการศึกษาวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน และพัฒนาเป็น
ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านสิทธิมนุษยชน
ต่อไป
ส�านักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

