Page 58 - เสรีภาพในการถือศาสนา เสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนธรรม ศาสนบัญญัติ และการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม กรณีการห้ามสตรีที่นับถือศาสนาอิสลามสวมฮิญาบ
P. 58
เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน และจะกระทบกระเทือนสาระสำาคัญ
แห่งสิทธิและเสรีภาพไม่ได้ ซึ่งก็เป็นไปตามมาตรา ๒๙ ของรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
โดยที่เสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนาเป็นเสรีภาพที่ไม่บริบูรณ์
สามารถจำากัดได้โดยกฎหมาย เท่าที่จำาเป็น และได้สัดส่วน ประกอบกับ
หลักการในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำาหนดว่าบุคคลย่อม
มีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนธรรม ศาสนบัญญัติ เมื่อไม่เป็น
ปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย
หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้ว่าการสวมผ้าคลุมศีรษะ (ฮิญาบ)
เป็นการแสดงออกของสตรีที่นับถือศาสนา แต่ก็ถือเป็นศาสนบัญญัติ
ของศาสนาอิสลาม จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะจำากัดเสรีภาพนี้ การจำากัด
(หากมี) ต้องสอดคล้องตามหลักการข้างต้น และเป็นกรณีที่มี
ความจำาเป็นอย่างยิ่งที่รัฐไม่อาจใช้มาตรการอื่นมาบังคับใช้แทนการ
ใช้มาตรการดังกล่าว โดยต้องไม่กระทบกระเทือนสาระสำาคัญแห่ง
สิทธิและเสรีภาพนั้น และต้องกระทบกระเทือนเสรีภาพของผู้นั้น
น้อยที่สุด เช่น การจำากัดเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและร่างกายของ
ผู้สวมฮิญาบหรือเพื่อความปลอดภัยของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง
ในเรื่องการไม่เลือกปฏิบัตินั้น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
ข้อ ๒ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
ข้อ ๒ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และ
วัฒนธรรม ข้อ ๒ อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ
ในทุกรูปแบบ ข้อ ๑ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
๒๕๕๐ มาตรา ๓๐ ให้แนวทางว่า บุคคลทั้งปวงย่อมเสมอกันตามกฎหมาย
โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุต่างๆ รวมถึงความเชื่อทางศาสนา ซึ่ง
ศาลปกครองสูงสุดได้วางแนว คำาวินิจฉัยเกี่ยวกับหลักความเสมอภาค
เสรีภาพในการถือศาสนา เสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนธรรม ศาสนบัญญัติ
56 และการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม กรณีการห้ามสตรีที่นับถือศาสนาอิสลามสวมฮิญาบ

