Page 119 - คู่มือสิทธิมนุษยชนศึกษาสำหรับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
P. 119
“และหากหญิงใด เกรงว่าจะมีการปึ่งชา หรือมีการผินหลังให้จากสามี
ของนางแล้ว ก็ไม่มีบาปใด ๆ แก่ทั้งสองที่จะตกลงประนีประนอมกัน
อย่างใดอย่างหนึ่ง และการประนีประนอมนั้นเป็นสิ่งดีกว่าและจิตใจคนนั้น
ถูกให้มีความตระหนี่มาด้วย และหากพวกเจ้ากระทำาดีและมีความยำาเกรงแล้ว
แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงรู้อย่างถี่ถ้วนในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำากัน”
จะเห็นได้ว่า แม้ว่าจะมีการลงโองการอัลกุรอานในการจำากัดวิถี
ปฏิบัติทางสังคมบางอย่างในบริบทประวัติศาสตร์ในอดีต แต่ก็ยังมีช่องทาง
ให้นักวิชาการได้มีการตีความใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมที่
เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งหากเราได้เข้าใจในวิธีการเช่นนี้แล้วก็ช่วยให้ศาสนา
สามารถดำารงบทบาทอยู่ได้อย่างข้ามยุคสมัยและในทุกสถานการณ์
อัลกุรอาน โองการที่ 4: 34 ในบริบทของการตีความจาก
อัลกุรอานจากโองการอื่นๆ
อิสลามเป็นศาสนาที่ยกระดับมาตรฐานสูงสุดด้านศีลธรรมและ
จริยธรรมอยู่เสมอเมื่อเอ่ยถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์ การจะทำาความเข้าใจ
โองการที่ 4: 34 เราต้องเข้าใจความสำาคัญของสถาบันครอบครัวในอิสลาม
จากอัลกุรอาน ซึ่งเชื่อมโยงทั้งความสัมพันธ์ในระดับปัจเจกบุคคลและระดับ
สังคมโดยส่วนรวม ดังนั้น เราจึงต้องพิจารณาว่า พระผู้เป็นเจ้ากล่าวถึง
ความสัมพันธ์ระหว่างสามี-ภรรยา ไว้ว่าอย่างไร
อิสลามต้องการปกป้องและยกระดับคุณค่าของสถาบันครอบครัว
พระผู้เป็นเจ้าได้กล่าวไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน ซ้ำาแล้วซ้ำาอีกถึงความสำาคัญ
ของครอบครัว และคู่สมรส เช่น
“และจากทุก ๆ สิ่งนั้น เราได้สร้าง (มัน) ขึ้นเป็นคู่ ๆ เพื่อพวกเจ้า
จะได้ใคร่ครวญ” (อัลกุรอาน 51: 49)
คู่มือสิทธิมนุษยชนศึกษาสำาหรับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 103

