Page 118 - คู่มือสิทธิมนุษยชนศึกษาสำหรับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
P. 118
ปล่อยให้อดอยาก และถูกทำาร้ายเฆี่ยนตี ซึ่งต่อมา โองการในอัลกุรอาน
ได้สอนให้มุสลิมมองว่าทั้งผู้ชายและผู้หญิงนั้นไม่ได้มีความแตกต่างกัน
ในเรื่องความศรัทธา โดยทั้งสองต่างมีสิทธิและหน้าที่ และได้รับสัญญา
จากพระผู้เป็นเจ้าอย่างเท่าเทียมกัน ในการที่จะตอบแทนรางวัลในความดีงาม
อัลกุรอานจึงได้นำาสารของการแปรเปลี่ยนสู่ความเมตตาและจิตวิญญาณ
ที่เท่าเทียมกันในสังคม ซึ่งคนยังเข้าใจในคุณค่านี้กันอยู่น้อยมาก
ในสังคมยุคก่อนอิสลามนั้น พฤติกรรมการสำาส่อนทางเพศเป็นเรื่อง
ปรกติ และได้ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย รวมทั้งการตั้งครรภ์โดยไม่ได้
ต้องการ อัลกุรอานได้จำากัดความสัมพันธ์ทางเพศในสถาบันครอบครัว ดังนั้น
ในโองการที่ 4 : 34 คำาว่า “การไม่จงรักภักดีและความดื้อดึง ( )”
ของภรรยานั้น นักวิชาการยุคคลาสสิกให้ความหมายว่า เป็นเรื่องการมีความ
สัมพันธ์ทางเพศแบบไม่เลือก ไม่ใช่เรื่องของการไม่เชื่อฟัง
ในบริบทของการลงโองการนี้ และจากคำาสอนทั้งหมดของท่านนบี
จะมีลักษณะเป็นกระบวนแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ดีต่างๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป
ในหลายๆ ขั้นตอน โดยที่พระผู้เป็นเจ้าไม่เคยคาดหวังว่าจะต้องเกิดการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างพลิกฝ่ามือในชั่วข้ามคืน ดังนั้น เราจึงเห็น
การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างหญิง-ชาย อย่างค่อยเป็นค่อยไป
ตลอดช่วงเวลา 23 ปีของการเผยแพร่อิสลาม โดยการนำาสารจาก
พระผู้เป็นเจ้าผ่านท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) โดยในช่วงแรก จากสังคมยุคก่อน
อิสลาม ที่ความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างหญิง-ชาย ยังไม่ได้มีการจำากัด
ต่อมา อัลกุรอานเริ่มส่งเสริมให้มีการแต่งงาน และห้ามการมีเพศสัมพันธ์
นอกการสมรส ซึ่งอาจดูเหมือนว่าเจตนาของโองการนี้ที่ต้องการปกป้อง
พฤติกรรมของผู้หญิงที่อาจทำาลายรากฐานของครอบครัว แต่อัลกุรอาน
ก็ได้กำาหนดพฤติกรรมของผู้ชายด้วยเช่นกัน ดังในโองการที่ 4: 128 ว่า
102 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

