Page 124 - คู่มือสิทธิมนุษยชนศึกษาสำหรับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
P. 124

จะเห็นได้ว่าอิสลามได้ให้หลักการเชิงบวกต่อผู้หญิงมากมาย

                 ในอัลกุรอาน ดังนั้น มุมมองแบบอนุรักษ์นิยมที่หยิบยกโองการมาเพื่อสนับสนุน
                 การทำาร้ายผู้หญิงนั้น ต้องตระหนักให้มากถึงคำาพูดของท่านนบีมุฮัมมัด
                 (ซ.ล.) ที่ได้กล่าวถึงเป้าหมายของอิสลามว่า

                          “ฉันถูกส่งมาเพื่อเป็นตัวแบบของผู้มีศีลธรรม

                          อันสมบูรณ์แบบ” ด้วยเหตุนี้ พระผู้เป็นเจ้าจึงกล่าวไว้
                          ในอัลกุรอาน โองการ 2: 237 ว่า “และพวกเจ้าอย่าลืม
                          การทำาคุณ (ความเมตตา) ในระหว่างพวกเจ้า”



                        2) ประเด็นทางภาษาของคำาว่า “ฎ่อร่อบะ”
                        จากโองการ 4: 34 ที่ใช้อ้างในการตีภรรยานั้น มาจากการแปลภาษา
                 จากรากศัพท์ “ฎ่อร่อบะ” แปลว่า “ตี” ในขณะที่คำาๆ นี้ มีการใช้ใน
                 อัลกุรอาน ถึง 58 ครั้ง ในหลากหลายรูปแบบ และต่างมีความหมาย

                 ตามบริบทที่แตกต่างกันไป เช่น บางคำากริยาอาจแปลได้ว่า “เคาะ” “ผสม”
                 “แยก” “เคลื่อนย้าย” “บิน” “ออกไปเดินเล่น” “อพยพ” เป็นต้น


                        ในหลายๆ แห่ง คำากริยา “ฎ่อร่อบะ” เป็นคำาขยายคำาอื่นๆ ที่เป็น

                 คำานามหรือสรรพนาม ที่เป็นกรรมของประโยค เช่น “ยื่นข้อเสนอให้กับบางคน”
                 “กางเต็นท์” เป็นต้น


                        การจะทำาความเข้าใจความหมาย “ฎ่อร่อบะ” ในโองการนี้ได้ดีที่สุด

                 คือ การพิจารณาหาความหมายนี้จากอัลกุรอาน ซึ่งมีมากกว่า 50 แห่ง
                 ซึ่งจะเห็นได้ว่า คำา ๆ นี้ ถูกใช้ในที่อื่นๆ ของอัลกุรอาน โดยไม่ได้หมายถึง
                 การ “เฆี่ยนตี” แต่มีความหมายที่หลากหลาย (ดูในอัลกุรอาน 4: 34) 43:57;
                 2:26; 13:17; 66:10; 2:61; 20:77; 3:156; 43: 58; 57:13; 24:31 เป็นต้น)







          108    คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
   119   120   121   122   123   124   125   126   127   128   129