Page 86 - รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2556
P. 86
85
รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำาปี ๒๕๕๖
สามารถดำารงสถานภาพการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง และถูกเลือกปฏิบัติ รวมทั้งระเบียบราชการและ/หรือ
ระเบียบขององค์กรยังไม่เอื้อต่อเด็กที่เกิดนอกสมรสให้ได้เข้าถึงสิทธิประโยชน์จากรัฐและองค์กร
โดยปราศจากเลือกปฏิบัติ และยังมีการกีดกันผู้หางานและ/หรือลูกจ้างที่ตั้งครรภ์
กสม. ร่วมสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิอนามัยการ
เจริญพันธุ์และสุขภาพทางเพศ พ.ศ. .... ซึ่งจัดทำาโดยมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาวะผู้หญิง (สคส.)
และเตรียมรวบรวมรายชื่อประชาชน ๑๐,๐๐๐ คน เสนอกฎหมาย โดยมุ่งแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ
อนามัยเจริญพันธุ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวนี้มีหลักการกำาหนดให้ทุกคนต้อง
มีสิทธิเข้าถึงบริการคุมกำาเนิด การดูแลครรภ์ การคลอด การยุติการตั้งครรภ์
ที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ รวมทั้งการรักษาการมีบุตรยาก และโรคเกี่ยวกับ
การเจริญพันธุ์ต่างๆ ทุกคนมีสิทธิตัดสินใจเลือกเองว่าจะมีชีวิตคู่หรือไม่
และมีสิทธิตัดสินใจว่าจะมีบุตรหรือไม่ จำานวนเท่าใด ทุกคนมีสิทธิได้รับข้อมูล
ข่าวสารเกี่ยวกับอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ถูกต้อง ครบถ้วน เด็กและเยาวชน
มีสิทธิได้เรียนรู้เรื่องเพศศึกษาที่ถูกต้องและเพียงพอ คนทุกคนมีสิทธิที่จะ
ปลอดภัยจากอันตรายจากขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีที่เกี่ยวข้องกับ
อนามัยการเจริญพันธุ์ (จะบังคับแต่งงาน หรือบังคับการมีเพศสัมพันธ์ หรือห้าม
การมีเพศสัมพันธ์ด้วยเหตุผลทางความเชื่อศาสนา หรือประเพณีไม่ได้) ห้าม
ไม่ให้โน้มน้าว ข่มขู่ บังคับ อันส่งผลให้เด็กและเยาวชนที่ตั้งครรภ์พักการเรียน
หรือต้องออกจากสถานศึกษา ห้ามไม่ให้หน่วยงานของรัฐและเอกชนปฏิเสธการจ้างงานเพราะเหตุ
ตั้งครรภ์ รัฐต้องคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่มีลักษณะเพศทางชีววิทยาไม่ชัดเจน ให้มีสิทธิเลือกเพศ
ตนเอง และสิทธิในการเลือกวิธีการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รัฐมีหน้าที่จัดให้มีบริการข้อมูลข่าวสาร
รวมถึงเรื่องเพศศึกษาแก่บุคคลทุกช่วงวัยอย่างเหมาะสม ต้องจัดให้มีบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ และ
สุขภาพทางเพศที่มีมาตรฐาน ต้องจัดให้มีระบบการศึกษาต่อเนื่องที่เหมาะสมกับนักเรียนนักศึกษาที่
ตั้งครรภ์ ต้องคุ้มครองสิทธิของคนที่มีเพศไม่ชัดเจน ต้องให้สิทธิตัดสินใจเลือกเพศได้ด้วยตนเอง และสิทธิ
ในการเลือกวิธีการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
รัฐบาลจัดทำา “โครงการฝากท้องทุกที่ ฟรีทุกสิทธิ” เมื่อ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๖
ซึ่งผู้หญิงตั้งครรภ์ทุกคนไม่ว่าจะใช้สิทธิโครงการ ๓๐ บาท สิทธิประกันสังคม หรือสวัสดิการรักษา
พยาบาลข้าราชการสามารถฝากครรภ์ที่สถานพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยไม่ต้องเสีย
ค่าใช้จ่ายใดๆ ที่ผ่านมาหญิงตั้งครรภ์ในโครงการ ๓๐ บาท และประกันสังคม ต้องฝากครรภ์ที่สถาน
พยาบาลในเครือข่ายที่ระบุในสัญญาเท่านั้น หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขจะต้องเสียเงินเอง จึงทำาให้หญิง
ตั้งครรภ์มีเพียงร้อยละ ๕๓ ที่ไปฝากท้องเมื่ออายุครรภ์น้อย ซึ่งปกติหญิงตั้งครรภ์จะต้องไปฝากครรภ์
เมื่ออายุครรภ์ ๑๒ สัปดาห์ เมื่อต้องเสียค่าใช้จ่ายหากไปฝากครรภ์ในสถานพยาบาลที่ไม่ได้ระบุในสัญญา
ผู้หญิงส่วนหนึ่งจึงฝากครรภ์ช้า หากเกิดปัญหากับทารกในครรภ์ แพทย์จะไม่สามารถค้นหาหรือแก้ไข
ความผิดปกติได้ทัน โครงการนี้จึงเป็นการลงทุนสร้างต้นทุนชีวิตเด็กไทยตั้งแต่อยู่ในครรภ์ให้มีสุขภาพ
แข็งแรง

